lot คือหน่วยการซื้อขาย ตามนิยามในอภิธานศัพท์ของ CFTC และในตลาดคู่เงินมี ธรรมเนียม ว่า 1 ล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน ส่วน 0.10 ล็อตเท่ากับ 10,000 หน่วย และ 0.01 ล็อตเท่ากับ 1,000 หน่วย — แต่ขนาดสัญญาจริงขึ้นกับสัญลักษณ์และผู้ให้บริการ ต้องอ่านจากสเปกสัญญาของตัวที่กำลังจะเทรดเสมอ ไม่ใช่ท่องตัวเลขเดียวไปใช้กับทุกสินค้า ส่วนเงินที่ต้องวางไม่ใช่มูลค่าเต็มของสัญญา โหมดคำนวณแบบ Forex ของ MT5 ใช้สูตร ปริมาณล็อต × ขนาดสัญญา ÷ เลเวอเรจ ซึ่งเป็นวิธีคิดของโหมดนั้นเท่านั้น ยังมีโมเดลมาร์จิ้นแบบอื่นอยู่อีก

ภาพปกของบทนี้เขียนสั้น ๆ ว่า 1 lot เท่ากับ 100,000 หน่วย และวางหลักประกัน 2% เท่ากับเลเวอเรจ 50:1 สองบรรทัดนั้นถูกบีบให้สั้นตามพื้นที่บนภาพ จึงต้องกำกับเป็นตัวหนังสือตรงนี้ให้ครบ: ตัวเลข 100,000 หน่วยเป็นธรรมเนียมของคู่เงินบวกกับตัวอย่างในเอกสารของ MT5 ไม่ใช่ขนาดสัญญาของทุกสัญลักษณ์ และเกณฑ์ 2% ที่คิดกลับเป็น 50:1 เป็น เกณฑ์ของผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ใต้การกำกับของสหรัฐ ไม่ใช่กฎที่ใช้กับผู้อ่านชาวไทยหรือกับผู้ให้บริการนอกสหรัฐ

อัปเดตข้อมูล: 20 กันยายน 2569

ที่ต้องกางเรื่องนี้เพราะช่อง Volume บนหน้าต่างส่งคำสั่งเป็นช่องที่คนกรอกด้วยความรู้สึกมากที่สุด เห็นว่า 1.00 ดูเยอะก็ลดเหลือ 0.10 เห็นว่ายังเยอะก็ลดเหลือ 0.01 โดยไม่เคยรู้ว่าตัวเลขพวกนี้แปลเป็นปริมาณจริงเท่าไหร่ ระบบไม่เคยเตือนอะไรเพราะมันเช็คแค่ว่ามาร์จิ้นพอไหม ไม่ได้เช็คว่าไม้นี้ใหญ่เกินตัวคนกดหรือเปล่า บทนี้จึงไล่ทีละชั้นว่าหน่วยนี้แปลงเป็นอะไรได้บ้าง คิดเป็นเงินต่อการขยับหนึ่งขั้นเท่าไหร่ และเงินที่ถูกกันไว้เป็นหลักประกันคิดมาจากไหน

อีกอย่างที่ต้องบอกไว้ตั้งแต่ต้น บทนี้พูดเฉพาะฝั่งคู่เงิน ไม่คำนวณทองให้ เพราะทองเป็นคนละชุดตัวเลขและเราแยกไปเขียนไว้ทั้งบทแล้ว

lot คืออะไร

อภิธานศัพท์ของ CFTC หน่วยงานกำกับดูแลตลาดล่วงหน้าของสหรัฐ นิยามคำนี้ไว้สั้นที่สุดเท่าที่จะสั้นได้ว่าเป็น หน่วยการซื้อขาย แค่นั้นจริง ๆ และความสั้นของนิยามนี้คือหัวใจของปัญหาทั้งหมดที่ตามมา เพราะคำว่า “หน่วย” ไม่ได้ผูกกับปริมาณใดปริมาณหนึ่งโดยตัวมันเอง

ตัวที่ผูกล็อตเข้ากับปริมาณจริงคือ ขนาดสัญญา (contract size) ซึ่งอภิธานศัพท์ชุดเดียวกันนิยามว่าเป็น จำนวนสินค้าจริงที่สัญญาหนึ่งฉบับแทนอยู่ พูดให้ง่ายคือล็อตเป็นแค่ตัวนับจำนวนสัญญา ส่วนขนาดสัญญาเป็นตัวบอกว่าหนึ่งสัญญาใหญ่แค่ไหน สองคำนี้ต้องใช้คู่กันเสมอ ใครถือเลขล็อตไว้ตัวเดียวโดยไม่รู้ขนาดสัญญา เท่ากับรู้แค่ว่ามีกี่กล่อง แต่ไม่รู้ว่ากล่องหนึ่งหนักเท่าไหร่

ที่ตลาดต้องมีหน่วยแบบนี้เพราะการซื้อขายต้องการหน่วยนับที่ทุกฝ่ายตีความตรงกัน ระบบส่งคำสั่ง ระบบจับคู่ และระบบคิดหลักประกัน ล้วนทำงานบนจำนวนล็อต ไม่ได้ทำงานบนจำนวนเงินที่เราคิดในหัว เวลาเรากรอกเลขลงช่อง Volume สิ่งที่ระบบรับไปคือจำนวนสัญญา แล้วมันจะไปคูณกับขนาดสัญญาของสัญลักษณ์นั้นเองโดยไม่ถามเราอีกที

จุดที่ต้องแยกให้ขาดตั้งแต่ต้นคือ ล็อตไม่ใช่หน่วยเงิน ตัวเลข 0.01 ไม่ได้แปลว่าเสี่ยงน้อย และ 1.00 ก็ไม่ได้แปลว่าเสี่ยงมากโดยอัตโนมัติ มันแปลว่าอะไรขึ้นกับขนาดสัญญาของสินค้านั้นและระยะที่ราคาวิ่งได้ต่อวัน สินค้าสองตัวที่กรอกเลขล็อตเท่ากันเป๊ะอาจให้ผลต่างกันหลายเท่า เพราะขนาดสัญญาของมันคนละชุดกันตั้งแต่แรก

1 lot เท่ากับกี่หน่วย

ในตลาดคู่เงิน ธรรมเนียมที่ใช้กันคือ 1 ล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน และตัวอย่างการคำนวณมาร์จิ้นในเอกสารของ MT5 ก็ใช้สัญญาขนาดนี้เช่นกัน สองอย่างนี้สอดคล้องกันจนคนจำไปว่าเป็นค่าสากล ซึ่งไม่ใช่

สิ่งที่ถูกต้องคือถือว่าตัวเลขนี้เป็น ค่าที่ใช้กันเป็นปกติในคู่เงินหลัก ส่วนค่าจริงของสัญลักษณ์ที่เราจะเทรดต้องเปิดอ่านจากสเปกสัญญาเอง วิธีดูใช้เวลาไม่ถึงนาที เปิดหน้าต่างรายการสัญลักษณ์ คลิกขวาที่ชื่อสัญลักษณ์ เลือกดูข้อมูลจำเพาะ แล้วอ่านบรรทัดขนาดสัญญา พร้อมกันนั้นให้กวาดตาดูปริมาณขั้นต่ำที่เปิดได้และขั้นการเพิ่มปริมาณไปด้วยในคราวเดียว

เหตุผลที่ต้องอ่านทุกครั้งไม่ใช่ความเยอะ แต่เพราะสัญลักษณ์ที่ชื่อคล้ายกันบนแพลตฟอร์มเดียวกันตั้งค่าไม่เท่ากันได้ บางตัวเป็นสัญญาย่อ บางตัวคิดเป็นหน่วยคนละแบบ และสินค้าที่ไม่ใช่คู่เงินยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเป็น 100,000 หน่วย ถ้าตัวตั้งนี้ผิด ทุกบรรทัดที่คำนวณต่อจากมันผิดหมด ไม่ว่าสูตรจะถูกแค่ไหน

standard mini micro lot ต่างกันยังไง

ต่างกันที่จำนวนหน่วยล้วน ๆ ไม่ได้ต่างกันที่กลไกหรือกติกาใด ๆ ชื่อเรียกทั้งสามเป็นแค่ภาษาพูดที่ใช้เรียกค่าที่กรอกลงช่อง Volume สามค่าที่คนใช้บ่อยที่สุด ระบบไม่ได้มีประเภทบัญชีหรือโหมดพิเศษอะไรซ่อนอยู่หลังคำพวกนี้

ตาราง ก — ขนาดล็อตกับจำนวนหน่วย (ตามธรรมเนียมคู่เงิน เมื่อขนาดสัญญาคือ 100,000 หน่วย)

เรียกกันว่าค่าที่กรอกจำนวนหน่วยสกุลเงินฐาน
ล็อตมาตรฐาน (standard)1.00100,000
มินิล็อต (mini)0.1010,000
ไมโครล็อต (micro)0.011,000

ตัวเลขชุดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าขนาดสัญญาของสัญลักษณ์นั้นคือ 100,000 หน่วย ซึ่งต้องไปตรวจจากสเปกสัญญาเอง ถ้าของจริงไม่ใช่ค่านี้ ทั้งคอลัมน์ขวาเลื่อนตามสัดส่วนทันทีโดยที่ค่าที่กรอกยังหน้าตาเหมือนเดิม นี่คือเหตุผลที่การคุยกันด้วยคำว่า “ไมโครล็อต” ระหว่างคนสองคนที่เทรดคนละสัญลักษณ์อาจไม่ได้หมายถึงปริมาณเดียวกันเลย

อีกคำที่ได้ยินบ่อยและไม่มีอยู่ในตารางนี้คือชื่อเรียกล็อตที่เล็กกว่าไมโคร เราไม่ใส่ไว้เพราะยังหาเอกสารชั้นต้นที่ระบุขนาดของมันไม่ได้ และการเดาขนาดหน่วยนับให้คนอื่นเอาไปคูณต่อคือความผิดพลาดที่แพงที่สุดในบทความประเภทนี้

ขนาดล็อตกับค่า pip เกี่ยวกันยังไง

เกี่ยวกันแบบตรงไปตรงมาที่สุด คือเป็นตัวคูณของกันและกัน ขนาด pip ตามธรรมเนียมไม่ได้เปลี่ยนตามขนาดไม้ สิ่งที่เปลี่ยนคือจำนวนหน่วยที่ถืออยู่ ล็อตเล็กลงสิบเท่า เงินต่อ pip ก็เล็กลงสิบเท่าพอดี ไม่มีอะไรซับซ้อนกว่านั้น

ก่อนอ่านตารางต้องกำกับสองเรื่องให้ตรงกันก่อน เรื่องแรก pip เป็นธรรมเนียมของตลาด ไม่ใช่หน่วยที่เล็กที่สุดที่ราคาขยับได้ หลายแพลตฟอร์มเสนอราคาละเอียดกว่าธรรมเนียมอีกหนึ่งตำแหน่ง เมื่อเกิดกรณีแบบนั้น 1 point จะเท่ากับ 0.1 pip เรื่องที่สอง ตัวเลขที่เป็นดอลลาร์ในตารางข้างล่าง ใช้ได้เฉพาะคู่ที่สกุลอ้างอิงเป็นดอลลาร์สหรัฐ เช่น EUR/USD เท่านั้น ถ้าสกุลอ้างอิงเป็นเงินอื่น ค่า pip จะออกมาเป็นสกุลนั้นก่อนแล้วต้องแปลงอีกขั้น

ตาราง ข — ล็อตกับค่า 1 pip (เฉพาะคู่ที่สกุลอ้างอิงเป็นดอลลาร์สหรัฐ เช่น EUR/USD)

ค่าที่กรอกจำนวนหน่วยค่า 1 pip
1.00100,00010 ดอลลาร์
0.1010,0001 ดอลลาร์
0.011,0000.10 ดอลลาร์

ทุกช่องในคอลัมน์ขวาคิดจากการเอาจำนวนหน่วยคูณขนาด pip ตามธรรมเนียมของคู่เงินหลักคือ 0.0001 ตรง ๆ ลองคูณเองได้ทุกแถว แถวกลางคือ 10,000 คูณ 0.0001 ได้ 1 และแถวล่างคือ 1,000 คูณ 0.0001 ได้ 0.10 ส่วนจำนวนหน่วยในคอลัมน์กลางยังตั้งอยู่บนขนาดสัญญา 100,000 หน่วยตามธรรมเนียม ซึ่งต้องยืนยันกับสเปกสัญญาของสัญลักษณ์ที่ถือจริงก่อนใช้งาน

สิ่งที่ตารางนี้บอกและคนมักมองข้ามคือ ขนาดล็อตเป็นตัวแปลงระยะให้เป็นเงิน ราคาวิ่งเท่ากันเป๊ะ คนถือ 1.00 ล็อตกับคนถือ 0.01 ล็อตเห็นตัวเลขในบัญชีขยับต่างกันร้อยเท่า ทั้งที่มองกราฟใบเดียวกันอยู่ ใครอยากได้วิธีนับ pip แบบละเอียด ความต่างระหว่าง pip กับ point และวิธีแปลงค่า pip เมื่อสกุลอ้างอิงไม่ใช่ดอลลาร์ เราเขียนแยกไว้ทั้งบทที่ pip คืออะไร

มาร์จิ้นคิดยังไง

เริ่มจากนิยามก่อนเพราะคนเข้าใจผิดกันตั้งแต่บรรทัดแรก อภิธานศัพท์ของ CFTC ระบุว่ามาร์จิ้นคือ เงินหรือหลักประกันที่ลูกค้าวางไว้กับโบรกเกอร์ และไม่ใช่การจ่ายเงินบางส่วนของราคาสินค้า ประโยคหลังสำคัญมาก เพราะคนจำนวนมากคิดว่าเงินก้อนนี้คือ “เงินดาวน์” ของสัญญาที่ถืออยู่ ซึ่งไม่ใช่ มันคือหลักประกันที่ถูกกันไว้เฉย ๆ ระหว่างที่ไม้ยังเปิดอยู่

สูตรที่คนท่องกันมาจากเอกสารของ MT5 และต้องอ่านพร้อมเงื่อนไขของมันเสมอ

มาร์จิ้น = ปริมาณล็อต × ขนาดสัญญา ÷ เลเวอเรจ

ใช้กับ โหมดคำนวณแบบ Forex ของ MT5 เท่านั้น — ไม่ใช่สูตรมาร์จิ้นของทั้งตลาด และผลลัพธ์อยู่ในสกุลมาร์จิ้นของสัญลักษณ์ ไม่ใช่สกุลบัญชีของเราโดยอัตโนมัติ

สองเงื่อนไขในกรอบนั้นคือสิ่งที่หายไปจากบทความส่วนใหญ่ เงื่อนไขแรก โหมดคำนวณเป็นคุณสมบัติของสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ที่ตั้งเป็นโหมดอื่นคิดคนละสูตร และในตลาดยังมีวิธีคิดหลักประกันแบบอื่นอยู่อีกหลายแบบ เช่น มาร์จิ้นแบบคงที่ ที่กำหนดเป็นจำนวนตายตัวต่อสัญญา แบบขั้นบันได ที่ลดอัตราทดลงเมื่อปริมาณสะสมโตขึ้น และ แบบอัตรามาร์จิ้น ที่คิดเป็นสัดส่วนของมูลค่าตามสัญญาโดยไม่ผ่านเลขเลเวอเรจเลย เราไม่ยกตัวเลขของโมเดลเหล่านี้มาเทียบเพราะยังไม่มีเอกสารชั้นต้นในมือ บอกได้แค่ว่ามันมีอยู่และวิธีคิดต่างกันจริง

เงื่อนไขที่สองคือเรื่องสกุลเงิน ตัวอย่างในเอกสารต้นทางเดินเลขไว้ว่า 1 คูณ 100,000 หารด้วย 100 ได้ 1,000 ยูโร — ที่ได้ผลเป็นยูโรไม่ใช่เพราะบัญชีเป็นยูโร แต่เพราะ สกุลมาร์จิ้นของสัญลักษณ์นั้นเป็นยูโร ใครมีบัญชีเป็นสกุลอื่นจะเห็นตัวเลขบนหน้าจอไม่ตรงกับผลของสูตรนี้ เพราะระบบแปลงสกุลให้อีกขั้นหนึ่งก่อนแสดงผล ส่วนเลเวอเรจ 1:100 ที่ใช้ในตัวอย่างนั้นเป็น ตัวอย่างสมมุติ ของเอกสาร ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของตลาดและไม่ใช่ค่าที่เราแนะนำให้ใช้ ขนาดสัญญา 100,000 หน่วยในตัวอย่างก็เช่นกัน ต้องเทียบกับสเปกสัญญาของสัญลักษณ์จริงก่อนเสมอ

ลำดับที่ควรเดินเวลาจะคิดมาร์จิ้นของไม้หนึ่งไม้ มีสี่ขั้นตามนี้

  1. เปิดสเปกสัญญาของสัญลักษณ์ที่จะเทรด อ่านขนาดสัญญาและโหมดคำนวณของมัน ไม่ใช่สมมติเอาจากบทความที่อ่านมา
  2. ดูว่าสูตรข้างบนใช้กับสัญลักษณ์นั้นได้หรือไม่ ถ้าโหมดคำนวณไม่ใช่แบบ Forex ให้ไปอ่านวิธีคิดของโหมดนั้นก่อน อย่าเอาสูตรเดียวไปครอบทุกสินค้า
  3. เดินเลขตามสูตร เอาปริมาณล็อตคูณขนาดสัญญา แล้วหารด้วยเลเวอเรจที่บัญชีใช้จริง
  4. อ่านหน่วยของผลลัพธ์ ว่าเป็นสกุลมาร์จิ้นอะไร ถ้าไม่ใช่สกุลบัญชีของเรา ยังเอาไปเทียบกับยอดเงินในบัญชีตรง ๆ ไม่ได้ ต้องแปลงสกุลก่อน

ข้อสี่คือข้อที่เงียบที่สุดและพลาดกันมากที่สุด เพราะผลลัพธ์ของสูตรออกมาเป็นตัวเลขสวย ๆ ที่ดูเหมือนพร้อมใช้ทันที จนไม่มีใครถามว่ามันเป็นเงินสกุลไหน เราไม่ยกอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับแปลงเป็นสกุลบัญชีมาให้ในบทนี้ เพราะไม่รู้ว่าบัญชีของผู้อ่านเป็นสกุลอะไร และการเดาแทนคืออีกวิธีที่ทำให้ตัวเลขผิดโดยดูน่าเชื่อถือ

อยากเห็นเลขของบัญชีตัวเองแทนที่จะอ่านตัวอย่าง — กรอกทุน ขนาดไม้ และเลเวอเรจลงใน เครื่องคำนวณขนาดล็อต แล้วดูว่ามาร์จิ้นที่ถูกกันไว้กับความเสี่ยงต่อไม้ของคุณออกมาหน้าตาแบบไหน

กฎหลักประกันของผู้กำกับดูแลกำหนดไว้เท่าไหร่

คำถามนี้ตอบเป็นภาพรวมทั้งโลกไม่ได้ เพราะแต่ละเขตอำนาจเขียนกติกาของตัวเอง สิ่งที่ทำได้คือยกระบบที่มีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนมาให้ดูหนึ่งระบบ แล้วกำกับขอบเขตของมันให้ตรง

คู่มือกำกับดูแลธุรกรรมฟอเร็กซ์ของ NFA กำหนดขั้นต่ำให้ผู้ประกอบธุรกิจเก็บหลักประกันจากลูกค้าไม่น้อยกว่า 2% ของมูลค่าตามสัญญา สำหรับธุรกรรมในกลุ่มสกุลเงินหลัก และไม่น้อยกว่า 5% สำหรับสกุลเงินอื่น เมื่อคิดกลับเป็นภาษาเลเวอเรจที่คนคุ้นกว่า หลักประกัน 2% เทียบเท่าเลเวอเรจ 50:1 และหลักประกัน 5% เทียบเท่า 20:1

ต้องอ่านสองย่อหน้าข้างบนพร้อมป้ายกำกับนี้เสมอ: นี่คือเกณฑ์ที่บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ใต้การกำกับของสหรัฐเท่านั้น ไม่ใช่กฎที่บังคับกับผู้อ่านชาวไทย ไม่ใช่กฎของผู้ให้บริการนอกสหรัฐ และไม่ใช่ เพดานเลเวอเรจของทั้งโลก ที่ยกมาก็เพราะมันเป็นตัวอย่างที่หาเอกสารต้นทางอ่านได้จริง และเพราะมันแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสองภาษาที่ใช้พูดเรื่องเดียวกัน ฝั่งผู้กำกับพูดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตามสัญญา ฝั่งคนเทรดพูดเป็นอัตราทด ทั้งที่เป็นตัวเลขชุดเดียวกันกลับหัวกลับหาง

ส่วนเกณฑ์ของเขตอำนาจอื่นเราไม่เขียนถึงในบทนี้ เพราะยังไม่ได้ดึงเอกสารมาอ่าน การเทียบว่าที่ไหนเข้มกว่าที่ไหนโดยไม่มีตัวเลขในมือเป็นการเดา และเป็นการเดาที่คนอ่านเอาไปใช้ตัดสินใจจริง

ตัวอย่างสมมุติ: เดินเลขมาร์จิ้นสองเคส

ทุกตัวเลขในหัวข้อนี้เป็น ตัวอย่างสมมุติ เพื่อให้เห็นว่าสูตรเดินยังไงตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่ผลการเทรดจริง ไม่ใช่ค่าของบัญชีใคร และไม่ใช่คำแนะนำว่าควรเปิดไม้ขนาดไหนหรือใช้เลเวอเรจเท่าไหร่

ตาราง ค — ตัวอย่างสมมุติ: มาร์จิ้นที่ต้องวาง

เคสสูตรที่เดินผลลัพธ์
1.00 ล็อต ที่เลเวอเรจ 1:100 — โหมดคำนวณแบบ Forex ของ MT5 ผลเป็นสกุลมาร์จิ้นของสัญลักษณ์1 × 100,000 ÷ 1001,000 ยูโร
0.10 ล็อต ที่เลเวอเรจ 1:100 — เงื่อนไขเดียวกับแถวบน ผลเป็นสกุลมาร์จิ้นของสัญลักษณ์0.10 × 100,000 ÷ 100100 ยูโร
หลักประกัน 2% ของมูลค่าตามสัญญา — เกณฑ์ของผู้ประกอบธุรกิจใต้กำกับของสหรัฐ (NFA)114,600 × 2%2,292 ดอลลาร์

สองแถวแรกใช้ขนาดสัญญา 100,000 หน่วยตามธรรมเนียมคู่เงิน ซึ่งต้องยืนยันกับสเปกสัญญาก่อนใช้จริง และผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นยูโรก็เพราะสกุลมาร์จิ้นของสัญลักษณ์ในตัวอย่างเป็นยูโร ไม่ใช่เพราะมันคือเงินที่ต้องมีในบัญชีของเรา ใครมีบัญชีสกุลอื่นต้องแปลงสกุลอีกขั้นหนึ่งก่อนจะเทียบกับยอดเงินที่มีอยู่จริง

แถวที่สามเดินคนละเส้นทางโดยสิ้นเชิง จึงต้องอ่านแยกจากสองแถวบน เริ่มจากมูลค่าตามสัญญาของ 1 ล็อตยูโร คิดที่อัตราอ้างอิงของธนาคารกลางยุโรปในเดือนกันยายน 2026 ซึ่งประกาศไว้ที่ 1.1460 ดอลลาร์ต่อยูโร เอา 100,000 คูณเข้าไปได้มูลค่าตามสัญญา 114,600 ดอลลาร์ จากนั้นคิดหลักประกันขั้นต่ำ 2% ตามเกณฑ์ NFA ได้ 2,292 ดอลลาร์ ขอย้ำว่าอัตราอ้างอิงนั้นยกมาเป็น ตัวอย่างอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่ใช่ราคาที่ซื้อขายได้จริง และตัวเลขหลักประกันที่ได้เป็นเกณฑ์ของผู้ประกอบธุรกิจใต้กำกับของสหรัฐ ไม่ใช่จำนวนที่ผู้อ่านต้องวางตามกฎใด ๆ

สิ่งที่อยากให้สังเกตจากตารางนี้ไม่ใช่ผลลัพธ์ แต่เป็นระยะห่างระหว่างสองวิธีคิด วิธีแรกได้เลขมาจากอัตราทดที่บัญชีตั้งไว้ วิธีที่สองได้เลขมาจากสัดส่วนของมูลค่าตามสัญญาที่ผู้กำกับกำหนด ทั้งคู่ตอบคำถามเดียวกันว่า “ต้องวางเท่าไหร่” แต่ตอบคนละภาษาและให้ตัวเลขที่ไม่เท่ากัน คนที่เอาเลขจากคนละระบบมาปนกันโดยไม่รู้ตัวคือคนที่งงว่าทำไมคำนวณแล้วไม่ตรงกับหน้าจอสักที

ล็อตทองคิดเหมือนคู่เงินไหม

ไม่เหมือน ขนาดสัญญาของทองเป็นคนละชุดกับคู่เงินและไม่ได้คิดเป็นจำนวนหน่วยสกุลเงินฐานแบบเดียวกัน ตัวเลขทั้งหมดในบทนี้จึงยกไปใช้กับทองตรง ๆ ไม่ได้ แม้แต่แถวเดียว

หน้านี้ตั้งใจไม่คำนวณทองให้ เพราะการหยิบขนาดสัญญาชุดใดชุดหนึ่งมาคูณให้ดูเท่ากับเดาแทนผู้อ่าน ตารางล็อตทองกับทุนที่ต้องมี วิธีคิดมาร์จิ้นของทอง และระยะที่ราคาวิ่งสวนได้ก่อนถูกบังคับปิด อยู่ในบท 0.01 lot ทองคือกี่ดอลลาร์ ซึ่งเขียนแยกไว้ทั้งบท หรือถ้าอยากได้เลขของบัญชีตัวเองเลย กรอกที่ เครื่องคำนวณล็อตทอง ได้ทันที

กับดักที่เจอบ่อย: ล็อตเล็กสุดก็ยังใหญ่เกินทุนได้

กับดักข้อแรกคือการอ่านมาร์จิ้นเป็นเพดานความเสียหาย เงินที่ถูกกันไว้ตอนเปิดไม้ไม่ได้บอกว่าไม้นี้ทำให้เสียได้มากที่สุดเท่าไหร่ มาร์จิ้นคือหลักประกันที่วางไว้ ไม่ใช่ขีดจำกัดของการขาดทุน ตัวที่กำหนดว่าขาดทุนเท่าไหร่คือจำนวนหน่วยที่ถืออยู่คูณระยะที่ราคาวิ่งสวน ซึ่งเป็นคนละสมการกับสูตรมาร์จิ้นทั้งบรรทัด ความต่างระหว่างยอดเงินที่เห็นกับมูลค่าจริงของบัญชีระหว่างที่ไม้ยังเปิดอยู่ เราเขียนไว้ละเอียดที่ equity กับ balance ต่างกันยังไง

กับดักข้อที่สองคือการเชื่อว่าล็อตต่ำสุดแปลว่าปลอดภัย ปริมาณขั้นต่ำที่เปิดได้เป็นค่าที่ผู้ให้บริการตั้งไว้ในสเปกของสัญลักษณ์ ไม่ใช่ค่าที่คำนวณมาจากทุนของเรา ถ้าขนาดสัญญาใหญ่พอ ไม้ที่เล็กที่สุดเท่าที่ระบบยอมให้เปิดก็ยังใหญ่เกินกว่าที่บัญชีจะรับไหวได้อยู่ดี และเมื่อคำนวณย้อนกลับแล้วพบว่าขนาดที่เหมาะกับทุนอยู่ต่ำกว่าปริมาณขั้นต่ำ คำตอบที่ถูกคือ ยังไม่เทรดสินค้าตัวนี้ที่ระยะนี้ ไม่ใช่ปัดขึ้นให้ถึงขั้นต่ำแล้วกดไป

กับดักข้อที่สามคือการเปิดไม้จนมาร์จิ้นเหลือน้อยแล้วคิดว่ายังคุมได้ เพราะเมื่อมูลค่าบัญชีลดลงถึงระดับที่ผู้ให้บริการกำหนด ระบบจะบังคับปิดไม้ให้เองโดยไม่ถาม กลไกนั้นทำงานยังไงและพาพอร์ตไปจบที่ไหนเมื่อวางเงินเต็มพิกัด เราเทสไว้ทั้งบทที่ ทุน all-in ทอง รอดกี่วัน ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการคำนวณล็อตในหน้านี้ แต่เป็นปลายทางของการคำนวณล็อตผิดโดยตรง

สรุปก่อนกรอกช่อง Volume

  • lot คือหน่วยการซื้อขาย ไม่ใช่หน่วยเงิน ตัวที่แปลงล็อตเป็นปริมาณจริงคือขนาดสัญญา
  • ธรรมเนียมคู่เงินและตัวอย่างในเอกสารของ MT5 ใช้ 1 ล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100,000 หน่วย ส่วนค่าจริงของสัญลักษณ์ที่เทรด ต้องอ่านจากสเปกสัญญาเสมอ
  • ค่า 1 pip ที่ 10 ดอลลาร์ 1 ดอลลาร์ และ 0.10 ดอลลาร์ ตามขนาดล็อต ใช้ได้เฉพาะคู่ที่สกุลอ้างอิงเป็นดอลลาร์สหรัฐ เช่น EUR/USD
  • สูตรปริมาณล็อต × ขนาดสัญญา ÷ เลเวอเรจ เป็นวิธีคิดของโหมดคำนวณแบบ Forex ใน MT5 ไม่ใช่สูตรเดียวของทั้งตลาด และผลลัพธ์อยู่ในสกุลมาร์จิ้นของสัญลักษณ์
  • เกณฑ์หลักประกัน 2% และ 5% ที่เทียบเท่า 50:1 และ 20:1 เป็นเกณฑ์ของผู้ประกอบธุรกิจใต้กำกับของสหรัฐ ไม่ใช่กฎของผู้อ่านและไม่ใช่เพดานของทั้งโลก
  • เงินที่วางเป็นหลักประกันไม่ใช่เพดานขาดทุน และล็อตต่ำสุดที่ระบบยอมให้เปิดไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าไม้นั้นเล็กพอสำหรับทุนของเรา
  • ทองคิดคนละชุด ไปอ่านที่บทของมันโดยตรง

นิยามสั้น ๆ ของคำที่โผล่ระหว่างทาง เช่น มาร์จิ้น ขนาดสัญญา และการถูกบังคับปิดไม้ เก็บไว้ให้แล้วที่ คลังศัพท์ของเว็บ ส่วนบทความสายวิธีคิดก่อนกดไม้ทั้งหมดรวมอยู่ที่ หมวดกลยุทธ์