ลองคิดเลขง่าย ๆ ตามนี้

ช่วง 6 ปีครึ่งที่ผ่านมา ทองคำขึ้นจาก 1,517 ไป 4,099 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คิดเป็น +170% ใครที่ซื้อแล้วถือเฉย ๆ ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องดูกราฟ ก็ได้กำไรก้อนใหญ่

ทีนี้สมมติมีคนคนหนึ่ง ทายทิศถูก 100% เขารู้ว่าทองจะขึ้น เขาจึงเปิดฝั่งซื้ออย่างเดียว แล้วเขาอยากได้เร็วกว่านั้น เขาเลยเอาเงินทั้งพอร์ต 1,000 ดอลลาร์ไปเป็นมาร์จิ้นในไม้เดียว

คำถามคือ เขามีโอกาสรอดถึงวันนี้กี่เปอร์เซ็นต์

เราจำลองให้แล้ว โดยลองเข้าทุกวันที่ตลาดเปิดตลอดช่วงนั้น รวม 2,232 วัน คำตอบคือ 1.3%

บทความนี้คือรายงานว่าอีก 98.7% ตายจากอะไรบ้าง และตายเร็วแค่ไหน

Stop out คืออะไร และทำไมมันมาถึงเร็วกว่าที่คนคิด

ก่อนอื่นต้องเข้าใจตัวเลขหนึ่งตัวคือ มาร์จิ้นเลเวล = เงินคงเหลือในพอร์ต ÷ มาร์จิ้นที่ถูกล็อกไว้

  • ตกลงมาถึงราว 100% → margin call คือคำเตือนว่าหลักประกันเริ่มไม่พอ
  • ตกต่อไปถึงราว 50% → stop out คือระบบบังคับปิดออร์เดอร์ให้เอง ไม่ถามคุณ

จุดที่คนทุนน้อยมักไม่ทันคิดคือ ถ้าเอาเงินทั้งก้อนไปเป็นมาร์จิ้น มาร์จิ้นเลเวลตอนกดเปิดจะเท่ากับ 100% พอดี แปลว่าแตะเส้นเตือนตั้งแต่วินาทีแรก และเหลือระยะถึงจุดบังคับปิดแค่ครึ่งเดียวของเงินที่มี

(อันที่จริงโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ต้องมีมาร์จิ้นว่างเหลือถึงจะเปิดออร์เดอร์ได้ การ all-in เต็มร้อยจริง ๆ จึงกดไม่ผ่านด้วยซ้ำ ในงานนี้เราปล่อยให้เปิดได้เพื่อวัดขอบบนของกรณีนี้)

เทสยังไง ให้เชื่อได้

สิ่งที่เราทำ
ตลาดทองคำ spot (XAUUSD) ราคา bid
ช่วงเวลาม.ค. 2020 - มิ.ย. 2026 = 6 ปีครึ่ง
ข้อมูลแท่งรายนาทีจริง 2,980,605 แท่ง
ทุนตั้งต้น1,000 ดอลลาร์
ขนาดสัญญา1 ล็อต = 100 ออนซ์ · ล็อตต่ำสุด 0.01
จุดบังคับปิดมาร์จิ้นเลเวล 50% · คำนวณมาร์จิ้นใหม่ตามราคาปัจจุบันทุกจังหวะ
ต้นทุนสเปรด 37 จุดต่อรอบ ไม่มีคอมมิชชั่น ไม่มีค่าถือข้ามคืน และมีเงินคืน 20 ดอลลาร์ต่อล็อต
จุดเข้าสุ่มทั้งหมด ไม่มีอินดิเคเตอร์ ไม่มีสัญญาณ

ต้นทุนชุดนี้เป็นสมมติฐานของแบบจำลอง ไม่ใช่ต้นทุนจริงของบัญชีใดหรือโบรกเกอร์ใด และมีจุดที่ต้องระวัง: สเปรดถูกหักเต็มจำนวนตอนเปิดออร์เดอร์ ส่วนเงินคืนเข้าบัญชีทีหลัง เราจึงแยกคิดสองชุด — ตัวเลขเรื่อง “รอดไหม” ใช้ต้นทุนเต็ม 37 ส่วนตัวเลขเรื่องกำไรสะสมข้ามหลายไม้ใช้ต้นทุนสุทธิ 17

สิ่งที่งานนี้ไม่ใช่: ไม่ใช่การทดสอบกลยุทธ์ ไม่มีสัญญาณอะไรทั้งนั้น สิ่งที่วัดคือ กลไกของการวางขนาดไม้ ล้วน ๆ ต่างจากบททดสอบอินดิเคเตอร์ก่อนหน้าที่ถามว่าสัญญาณมีของจริงไหม บทนี้ถามว่าต่อให้สัญญาณดี โครงสร้างการวางเงินฆ่าคุณได้ไหม

กลไกที่ 1: ระยะทางถึงความตายสั้นกว่าความผันผวนปกติ

ทุน 1,000 ดอลลาร์ ใช้เป็นมาร์จิ้นทั้งก้อน ที่ราคาทอง 4,099

เลเวอเรจได้กี่ล็อตมูลค่าสัญญาพอร์ตขยับเท่าไหร่
เมื่อทองขยับ $1
ทองสวนกี่ $
ถึงถูกบังคับปิด
1:500.1249,1881242.40
1:1000.2498,3772420.91
1:2000.48196,7544810.24
1:5001.21495,9831213.80
1:10002.43996,0662431.70
1:20004.871,996,2304870.66

ตัวเลขคอลัมน์สุดท้ายจะไม่มีความหมายเลยถ้าไม่วางคู่กับความจริงข้อนี้:

  • ทองแกว่ง วันละ 79.6 ดอลลาร์ (ค่ากลาง 12 เดือนล่าสุด)
  • ทองแกว่ง นาทีละ 0.40 ดอลลาร์ (ค่ากลาง) และนาทีที่แรงกว่าปกติเล็กน้อยแกว่ง 2.38 ดอลลาร์

กราฟแท่งเปรียบเทียบระยะทางถึงจุดบังคับปิดของบัญชีทุน 1,000 ดอลลาร์ที่เลเวอเรจต่าง ๆ กับการแกว่งของราคาทองจริง ที่ 1:500 ระยะถึงจุดบังคับปิดคือ 3.80 ดอลลาร์ ขณะที่ทองแกว่งวันละ 79.6 ดอลลาร์ และนาทีแรง ๆ แกว่ง 2.38 ดอลลาร์

พูดอีกแบบ: ที่เลเวอเรจ 1:500 บัฟเฟอร์ทั้งชีวิตของพอร์ตคุณคือ 4.8% ของการแกว่งวันธรรมดา และ นาทีแรง ๆ นาทีเดียวกินไป 63%

ยังไม่หมด สเปรดถูกหักตั้งแต่วินาทีที่กดเปิด ที่ 1:500 คือ 44.77 ดอลลาร์ หรือ 4.5% ของทุน ซึ่งเท่ากับ 8.9% ของระยะรอดทั้งหมดหายไปก่อนราคาจะขยับสักจุด ที่ 1:1000 หายไป 17.9% และที่ 1:2000 หายไป 36%

กลไกที่ 2: ครึ่งหนึ่งของพอร์ตตายภายในสองชั่วโมง

เราสุ่มจุดเข้า 99,354 จุด กระจายทั่ว 6 ปีครึ่ง ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขาย แล้ววัดว่ากี่นาทีกว่าราคาจะสวนไปถึงจุดบังคับปิด

เลเวอเรจถูกปิดใน 5 นาทีใน 1 ชม.ใน 1 วันใน 30 วันอายุค่ากลาง
1:500.0%0.6%19.3%76.0%2.8 วัน
1:1000.1%3.4%42.5%87.2%25.5 ชม.
1:2000.9%12.8%62.7%93.5%9.4 ชม.
1:5008.4%39.3%77.9%97.1%116 นาที
1:100026.6%58.5%83.2%98.4%29 นาที
1:200050.5%70.2%86.0%99.1%5 นาที

ที่ 1:2000 ครึ่งหนึ่งของบัญชีตายไม่ถึงห้านาที นั่นคือเวลาที่ยังไม่ทันได้ลุกไปเข้าห้องน้ำ

กลไกที่ 3: ทายถูกทั้ง 6 ปีครึ่งก็ยังไม่รอด

นี่คือส่วนที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดของงานนี้

เราจำลองการเข้าซื้อฝั่งเดียวแบบ all-in ที่แท่งแรกของทุกวันที่ตลาดเปิด รวม 2,232 วัน แล้วถือยาวจนกว่าจะถูกบังคับปิดหรือจนจบข้อมูล คนกลุ่มนี้คือคนที่ทายทิศถูกหมด เพราะช่วงที่ทดสอบทองขึ้น +170%

เลเวอเรจรอดถึงปลายทางอายุค่ากลางถูกปิดใน 24 ชม.แรก
1:50268 วัน = 12.0%4.0 วัน21.9%
1:100161 วัน = 7.2%1.34 วัน45.1%
1:20073 วัน = 3.3%10.6 ชม.64.8%
1:50030 วัน = 1.3%1.4 ชม.79.8%
1:10008 วัน = 0.36%15 นาที85.2%
1:20003 วัน = 0.13%< 5 นาที87.5%
ไม่ใช้เลเวอเรจ100%—+170%

กราฟแท่งแสดงอัตราการรอดถึงปลายทางของการซื้อทองแบบ all-in แล้วถือยาว จากจุดเข้า 2,232 วัน ที่เลเวอเรจ 1:50 รอด 12% ลดลงเหลือ 1.3% ที่ 1:500 และ 0.13% ที่ 1:2000 เทียบกับการไม่ใช้เลเวอเรจที่รอด 100% และได้ผลตอบแทน 170%

ทีนี้ลองดูตัวเลข 8 วันที่รอดที่เลเวอเรจ 1:1000 ให้ละเอียด วันเหล่านั้นคือ

20 มี.ค. 2020 (ก้นเหวโควิด) · 4 พ.ย. 2022 · 7 และ 8 ต.ค. 2023 · 12 ก.ย. 2024 · 22 และ 28 ก.ย. 2025 · 9 พ.ย. 2025

ทุกวันคือจุดต่ำสุดของรอบพอดี และที่เลเวอเรจ 1:2000 เหลือแค่ 3 วัน โดยที่แม้แต่ก้นเหวโควิดก็ไม่รอดแล้ว

เลเวอเรจไม่ได้ลงโทษคนที่ทายผิด มันลงโทษ คนที่ทายถูกแต่จังหวะไม่เป๊ะ ซึ่งคือเกือบทุกคน

กลไกที่ 4: จุดตัดขาดทุนไม่คุ้มครองช่องว่างราคา

คำแก้ตัวยอดฮิตคือ “ผมตั้ง stop loss ไว้แล้ว” ปัญหาคือจุดตัดขาดทุนทำงานได้ต่อเมื่อมีราคาให้ตัด

ในข้อมูล 6 ปีครึ่งมีช่วงที่ตลาดปิดแล้วเปิดใหม่ 648 ครั้ง ราคากระโดดเฉลี่ย 0.73 ดอลลาร์ แต่ครั้งที่แรงที่สุดคือ 111.94 ดอลลาร์ เมื่อ 12 เม.ย. 2026 ที่ปิดไปที่ 4,746.94 แล้วเปิดใหม่ที่ 4,635.00 หลังตลาดปิดไป 49 ชั่วโมง

เลเวอเรจ% ของการเปิดตลาด
ที่กระโดดข้ามจุดบังคับปิด
% ที่ทำให้ยอดเงินติดลบ
1:1002.47%1.08%
1:2006.17%2.47%
1:50012.50%7.10%
1:100026.39%11.88%
1:200053.09%22.38%

ที่ 1:500 แปลว่าทุก ๆ 8 ครั้งที่ตลาดเปิดใหม่ จะมี 1 ครั้งที่ราคากระโดดข้ามจุดตัดของคุณไปเลย และ 1 ใน 14 ครั้งของการเปิดตลาดทำให้ยอดเงินติดลบ คือขาดทุนมากกว่าเงินที่ฝากเข้าไป ถ้าบัญชีนั้นไม่มีการคุ้มครองยอดติดลบ ส่วนเกินกลายเป็นหนี้

กลไกที่ 5: ลดขนาดไม้แต่ไม่ตั้งจุดตัดเอง ไม่ช่วยอะไรเลย

ข้อนี้คือข้อที่คนมองข้ามมากที่สุด และเป็นเหตุผลที่คนจำนวนมากคิดว่าตัวเอง “ไม่ได้ all-in”

เราจำลอง 2,000 บัญชี สุ่มจุดเข้า ตั้งเป้ากำไรเท่าระยะขาดทุน แต่ไม่ตั้งจุดตัดเอง ปล่อยให้ระบบบังคับปิดของโบรกเกอร์เป็นตัวตัดแทน แล้วไล่ลดมาร์จิ้นที่ใช้ลงเรื่อย ๆ

มาร์จิ้นที่ใช้ (1:500)ทายถูก 50%ทายถูก 60%
100% (all-in)เจ๊ง 100% · 28 ไม้ · ไม่ถึงวันเจ๊ง 96.8% · 59 ไม้
50%เจ๊ง 100% · 11 ไม้เจ๊ง 100% · 17 ไม้
25%เจ๊ง 100% · 5 ไม้เจ๊ง 100% · 8 ไม้
10%เจ๊ง 100% · 4 ไม้เจ๊ง 100% · 4 ไม้
2%เจ๊ง 34.6%เจ๊ง 26.7%

ลดจาก 100% เหลือ 10% คือลดขนาดไม้ลงสิบเท่า แต่ผลลัพธ์ยังเป็นเจ๊ง 100% เหมือนเดิม

และถ้าลดเลเวอเรจลงมาที่ 1:100 แล้ว all-in เหมือนเดิม คนที่ทายถูกครึ่งหนึ่งยังเจ๊ง 100% ภายใน 21 ไม้ ส่วนคนที่ทายถูก 60% เจ๊ง 89.6% ใช้เวลาเฉลี่ย 52 ไม้ คือยืดเวลาออกไปได้ แต่ปลายทางเหมือนเดิม

เหตุผลอยู่ที่นิยามของ stop out เอง ระบบบังคับปิดมาถึงตอนพอร์ตเหลือราวครึ่งหนึ่งของมาร์จิ้นเสมอ ไม่ว่าไม้จะเล็กแค่ไหน ซึ่งแปลว่าขาดทุนต่อไม้ยังคงเป็นสัดส่วนใหญ่มากของพอร์ตอยู่ดี ขนาดไม้จึงเปลี่ยนแค่ ตายเร็วหรือตายช้า ไม่ได้เปลี่ยน ตายหรือไม่ตาย

สิ่งที่เปลี่ยนสมการได้จริงคือการตั้งจุดตัดของตัวเองให้ใกล้กว่าจุดที่ระบบจะบังคับปิดมาก ๆ ซึ่งพาเราไปหัวข้อถัดไป

กลไกที่ 6: เส้นแบ่งอยู่ที่ 10% ต่อไม้ และความแม่นช่วยน้อยกว่าที่คิด

คราวนี้เราให้ทุกบัญชีตั้งจุดตัดเองที่ 5 ดอลลาร์ แล้วไล่ระดับความเสี่ยงต่อไม้ 2,000 บัญชีต่อช่อง ครบ 500 ไม้

เสี่ยงต่อไม้ทายถูก 50%ทายถูก 55%ทายถูก 60%
1%เจ๊ง 0% · จบที่ 8890% · 1,2660% · 1,908
2%0% · 6900% · 1,6320% · 4,152
5%เจ๊ง 14.6%0.1%0%
10%เจ๊ง 81.0%9.4%0.1%
25%เจ๊ง 99.9%89.2%เจ๊ง 23.8%
50%เจ๊ง 98.2%98.2%เจ๊ง 97.8%

กราฟเส้นแสดงอัตราการล้างพอร์ตตามความเสี่ยงต่อไม้ ที่ความเสี่ยง 1 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ไม่มีบัญชีล้างพอร์ตเลยทุกระดับความแม่น พอถึง 10 เปอร์เซ็นต์อัตราล้างพอร์ตพุ่งเป็น 81 เปอร์เซ็นต์สำหรับคนที่ทายถูกครึ่งหนึ่ง และแม้แต่คนที่ทายถูก 60 เปอร์เซ็นต์ก็ยังล้างพอร์ต 23.8 เปอร์เซ็นต์ที่ความเสี่ยง 25 เปอร์เซ็นต์ต่อไม้

อ่านตารางนี้ตามแนวนอนจะเห็นเรื่องหนึ่ง อ่านตามแนวตั้งจะเห็นอีกเรื่องหนึ่ง

แนวตั้ง: คนที่ทายทิศแบบโยนเหรียญ แต่เสี่ยงแค่ 1-2% ต่อไม้ ไม่มีบัญชีไหนล้างพอร์ตเลย ตลอด 500 ไม้ ขาดทุนช้า ๆ ตามต้นทุน แต่ไม่ตาย

แนวนอน: คนที่ทายถูก 60% ซึ่งเก่งกว่ามนุษย์จริงมาก ถ้าเสี่ยง 25% ต่อไม้ ยังล้างพอร์ต 23.8% และระหว่างทางต้องทนเห็นพอร์ตหดลง 99%

ความแม่นไม่ได้ป้องกันการล้างพอร์ต ขนาดไม้ต่างหากที่ป้องกัน

ที่มันเป็นแบบนี้เพราะการแพ้ติดกันเป็นเรื่องปกติ เราวัดจากข้อมูลจริง 20,000 ไม้ พบว่าสตรีคแพ้ยาวที่สุดคือ 12 ไม้ติด และโอกาสเจอสตรีคแพ้ 7 ไม้ขึ้นไปอยู่ที่ 1.45% ซึ่งเจอแน่ถ้าเทรดนานพอ คนที่เสี่ยง 20% ต่อไม้ เจอ 7 ไม้ติดเหลือทุน 21% ส่วนคนที่เสี่ยง 50% เหลือ 0.78%

กับดักที่ไม่มีใครเตือน: ล็อตต่ำสุดใหญ่เกินทุน

ถึงตรงนี้คำแนะนำที่ควรจะเป็นคือ “งั้นก็เสี่ยง 1-2% ต่อไม้สิ” ปัญหาคือบนทองด้วยทุน 1,000 ดอลลาร์ มันทำไม่ได้

ขนาดออร์เดอร์เล็กที่สุดที่ระบบยอมให้เปิดคือ 0.01 ล็อต = ทอง 1 ออนซ์ = พอร์ตขยับ 1 ดอลลาร์เมื่อทองขยับ 1 ดอลลาร์

จุดตัดขาดทุนที่ใช้ความเสี่ยงต่ำสุดที่เป็นไปได้= กี่ % ของทุน 1,000
5 ดอลลาร์50.5%
10 ดอลลาร์101.0%
20 ดอลลาร์202.0%
40 ดอลลาร์404.0%
80 ดอลลาร์808.0%

นี่คือคีมหนีบสองทาง

  • ตั้งจุดตัดกว้างพอที่จะไม่โดนความผันผวนปกติเขี่ย (20-80 ดอลลาร์) → ถูกบังคับให้เสี่ยง 2-8% ต่อไม้ ซึ่งอยู่ในเขตอันตรายตามตารางก่อนหน้า
  • ตั้งจุดตัดแคบพอที่จะเสี่ยงแค่ 1% (5-10 ดอลลาร์) → ต้นทุนกลายเป็นสัดส่วนใหญ่ของระยะที่เล่น

เราวัดข้อหลังไว้ด้วย โดยโยนหัวก้อย 20,000 ไม้ที่ระยะจุดตัดต่าง ๆ

จุดตัดต้นทุนคิดเป็น % ของระยะที่เล่นต้องชนะกี่ % ถึงเสมอตัวชนะจริงในข้อมูล
1 ดอลลาร์17.0%58.5%48.0%
2 ดอลลาร์8.5%54.2%49.2%
5 ดอลลาร์3.4%51.7%49.7%
10 ดอลลาร์1.7%50.8%50.3%
20 ดอลลาร์0.9%50.4%50.1%

สรุปเป็นตัวเลขเดียว: อยากเสี่ยง 1% ต่อไม้ด้วยจุดตัด 40 ดอลลาร์ ต้องมีทุนราว 4,000 ดอลลาร์ · อยากเสี่ยง 0.5% ต้องมี 8,000

คำแนะนำที่ได้ยินบ่อยว่า “เริ่มด้วยเงินน้อย ๆ ก่อน เดี๋ยวค่อยเพิ่ม” บนสินค้าตัวนี้จึงไม่ใช่คำแนะนำที่ระมัดระวัง แต่เป็นคำแนะนำที่เป็นไปไม่ได้ทางคณิตศาสตร์ เพราะทุนที่น้อยเกินไปบังคับให้คุณเสี่ยงหนักต่อไม้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าคุณจะมีวินัยแค่ไหน

ทำไมบทนี้ไม่มี pre-registration

ใครที่ตามบททดสอบชุดก่อนของเราจะคุ้นกับการที่เราประกาศกติกาและคำทำนายล็อกไว้ก่อนแตะข้อมูล บทนี้ไม่มี และเราคิดว่าต้องอธิบายว่าทำไม ไม่ใช่เงียบ ๆ ผ่านไป

pre-registration มีไว้กันการไล่จูนพารามิเตอร์จนเจอผลที่ชอบแล้วรายงานเฉพาะตัวที่สวย งานนี้ไม่มีพื้นที่ให้ทำแบบนั้นตั้งแต่แรก เพราะ

  • ไม่มีอินดิเคเตอร์ ไม่มีสัญญาณ ไม่มีพารามิเตอร์ให้ปรับ จุดเข้าเป็นการสุ่มล้วน
  • ระยะทางถึงจุดบังคับปิดเป็นสูตรคณิตศาสตร์ปิด ไม่ใช่ผลการค้นหา
  • เกณฑ์คำว่า “เจ๊ง” นิยามไว้ตายตัวก่อนรัน (ยอดเงินต่ำกว่า 100 ดอลลาร์)

สิ่งที่เราทำแทนคือรายงานทุกช่องของทุกตาราง ไม่มีการเลือกเฉพาะช่องที่เข้าทาง และรันซ้ำด้วยชุดต้นทุนมากกว่าหนึ่งชุดเพื่อดูว่าข้อสรุปเปลี่ยนไหม คำตอบคือไม่เปลี่ยน

ความซื่อสัตย์ระหว่างทาง: เราพลาดอะไรบ้าง

เราตั้งสมมติฐานต้นทุนผิดสองรอบ ก่อนจะได้ชุดที่ใช้จริง ผลรอบแรกกับรอบสองจึงถูกทิ้งทั้งชุด ไม่ได้เอามาใช้ในบทความนี้

และเราเจอบั๊กในเครื่องมือของตัวเอง ตัวคอมไพล์ที่ใช้เร่งความเร็วการคำนวณมีระบบแคชผลคอมไพล์ลงดิสก์ ซึ่งฝังค่าคงที่ไว้ตั้งแต่การรันครั้งแรก พอรันรอบถัดมาด้วยต้นทุนชุดใหม่ มันโหลดของเก่ามาใช้โดยไม่เตือน ผลคือการรันเทียบต้นทุนชุดที่สองได้ตัวเลขของชุดแรกมาทั้งชุด

ที่จับได้เพราะต้นทุนสองชุดต่างกัน 2.5 เท่า แต่ค่าคาดหวังต่อไม้และอัตราล้างพอร์ตออกมาเท่ากันเป๊ะทุกหลัก ซึ่งเป็นไปไม่ได้

ผลทดสอบที่เท่ากันเป๊ะทั้งที่ input ต่างกัน ไม่ใช่ความบังเอิญ มันคือบั๊กเสมอ

แก้แล้วโดยส่งต้นทุนเข้าเป็นตัวแปรของฟังก์ชันแทนการอ่านจากค่าคงที่ และรันใหม่ทั้งหมด ตารางหลักในบทความนี้ไม่ได้รับผลกระทบเพราะรับพารามิเตอร์เป็นตัวแปรอยู่แล้ว แต่เรารันใหม่ทั้งชุดเพื่อความแน่นอน

สิ่งที่งานนี้ไม่ได้พิสูจน์

  1. ไม่ได้พิสูจน์ว่าเทรดทองไม่มีทางกำไร สิ่งที่เทสคือโครงสร้างการวางเงิน ไม่ใช่การเทรดทองโดยทั่วไป
  2. ไม่ได้พิสูจน์ว่าเลเวอเรจต่ำแล้วจะกำไร จุดเข้าเป็นการสุ่ม ไม่มีสัญญาณอะไรเลย ตัวเลขในตารางบันไดความเสี่ยงบอกแค่ว่าอะไรทำให้ ไม่ตาย ไม่ได้บอกว่าอะไรทำให้ กำไร
  3. แบบจำลอง “ทายถูก 60%” คือคนที่รู้อนาคตบางส่วน เราให้มันเลือกฝั่งที่จะชนะได้ถูก 60% ของครั้ง ซึ่งเก่งกว่ามนุษย์จริงมาก ใช้เป็นขอบบนเท่านั้น
  4. ตัวเลขทั้งหมดเอนเข้าข้างนักเทรดเกินจริง เพราะใช้สเปรดคงที่ทั้งที่ของจริงถ่างตอนข่าว ใช้ราคาสูงสุดต่ำสุดของแท่งนาทีแทนราคาทุกทิก และไม่ได้จำลองความล่าช้าในการส่งคำสั่ง ของจริงตายเร็วกว่านี้
  5. ผลผูกกับช่วงเวลาและสินค้าที่ทดสอบ คือทองคำในช่วง 2020-2026 ซึ่งเป็นขาขึ้นและผันผวนสูงผิดปกติ

สรุป

คำถามตั้งต้นคือ เอาเงิน 1,000 ดอลลาร์ไป all-in ทอง จะตายจากอะไรได้บ้าง คำตอบจากข้อมูล 6 ปีครึ่งคือตายได้ 6 ทางที่ไม่เกี่ยวกับการทายทิศเลยสักทาง

  1. ระยะถึงจุดบังคับปิดสั้นกว่าความผันผวนปกติ ที่ 1:500 คือทองสวน 3.80 ดอลลาร์ เท่ากับ 4.8% ของการแกว่งวันธรรมดา
  2. ต้นทุนกินระยะรอดตั้งแต่วินาทีที่กดเปิด 8.9% ของบัฟเฟอร์หายไปก่อนราคาขยับ
  3. เวลา ครึ่งหนึ่งของบัญชี 1:500 ตายใน 2 ชั่วโมง และ 8.4% ตายไม่ถึง 5 นาที
  4. ทายถูกก็ไม่รอด ตลาดขึ้น 170% แต่รอดถึงปลายทาง 1.3% และคนที่รอดต้องเข้าตรงก้นเหวพอดี
  5. ช่องว่างราคา 12.50% ของการเปิดตลาดกระโดดข้ามจุดตัด และ 7.10% ทำให้ยอดเงินติดลบ
  6. ลดขนาดไม้โดยไม่ตั้งจุดตัดเอง ไม่ช่วย เพราะระบบบังคับปิดกินพอร์ตเกือบทั้งก้อนอยู่ดี

และข้อที่เจ็บที่สุดสำหรับคนทุนน้อยคือข้อที่เจ็ด ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการตัดสินใจแต่เป็นเรื่องของเลขคณิตล้วน ๆ: ล็อตต่ำสุด 0.01 บังคับให้คุณเสี่ยงอย่างน้อย 2-8% ต่อไม้ ถ้าใช้จุดตัดขาดทุนที่สมเหตุสมผล ซึ่งอยู่ในเขตที่ตารางของเราบอกว่าอันตราย

ถ้าจะสรุปเป็นประโยคเดียวสำหรับคนที่กำลังจะเปิดบัญชีด้วยทุนหลักพันดอลลาร์: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณจะดูกราฟเป็นหรือเปล่า ปัญหาอยู่ที่ ขนาดไม้ที่เล็กที่สุดที่ระบบยอมให้คุณเปิด ยังใหญ่เกินกว่าพอร์ตของคุณจะรับไหว

สำหรับคนที่สนใจทองคำแต่ไม่อยากเจอกลไกพวกนี้ เราเขียนเส้นทางที่ถูกกฎหมายสำหรับคนไทยไว้แล้ว และถ้าอยากเห็นว่าการวางเงินแบบอื่นพังยังไง Grid กับ Martingale บนทองเป็นอีกเคสที่กลไกคนละแบบแต่ปลายทางเดียวกัน


บทความนี้เป็นผลจากแบบจำลองเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทั้งหมดมาจากการทดสอบย้อนหลังบนข้อมูลในอดีต ซึ่งไม่รับประกันผลในอนาคต การเทรดสินค้าที่มีเลเวอเรจมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินทั้งหมด และในบางกรณีอาจขาดทุนเกินเงินฝาก