มีประโยคหนึ่งที่เราได้ยินซ้ำจนชิน: “ยังไม่ปิดไม้ก็ยังไม่ขาดทุนจริง”
ประโยคนี้ผิดในเชิงกลไกล้วน ๆ ไม่ใช่เชิงจิตวิทยา เพราะทุกระบบที่มีอำนาจตัดสินชะตาบัญชีของคุณ ไม่ว่าจะเป็นโบรกที่บังคับปิดไม้ให้เอง หรือ prop firm ที่ตัดสินว่าคุณสอบตก ล้วนไม่ได้ดูช่อง Balance ที่คุณกำลังปลอบใจตัวเองอยู่ มันดูช่อง Equity ซึ่งขยับตามราคาทุกวินาที
บทความนี้ไม่ใช่บันทึกการสอบ (บันทึกการสอบอยู่ที่บทสอบ FTMO ทุน $100,000) แต่เป็นการสอนอ่านตัวเลข 5 ช่องบนแถบล่างของ MT5 ให้ครบ พร้อมเดินเลขทีละสเต็ปให้เห็นว่าบัญชีตายตอนไหน
Equity คืออะไร ต่างจาก Balance ตรงไหน
แถบสถานะด้านล่างของ MT5 (แท็บ Trade) มีตัวเลขหลักอยู่ 5 ช่อง คนส่วนใหญ่มองแค่ช่องแรกกับช่องที่สอง แล้วปล่อยสามช่องที่เหลือเบลอ ๆ ไป ทั้งที่สามช่องนั้นคือช่องที่บอกว่าคุณเหลือที่ให้พลาดอีกแค่ไหน
| ช่องบนแถบ MT5 | มันคืออะไร | สูตร | ขยับตอนไหน |
|---|---|---|---|
| Balance | เงินในบัญชีที่นับเฉพาะไม้ที่ ปิดแล้ว | ผลรวมกำไรขาดทุนของไม้ที่ปิดทั้งหมด (บวกเงินฝาก/ถอน) | เฉพาะตอนปิดไม้ ระหว่างที่ไม้ยังลอยอยู่ ตัวเลขนี้นิ่งสนิท |
| Equity | มูลค่าบัญชีจริง ณ วินาทีนี้ รวมไม้ที่ยังเปิดค้าง | Balance ± กำไรขาดทุนลอยตัวของไม้ที่เปิดอยู่ | ทุกวินาทีที่ราคาขยับ |
| Margin | เงินที่ถูกกันไว้ค้ำไม้ที่เปิดอยู่ ยังเป็นเงินเรา แต่ใช้ทำอย่างอื่นไม่ได้ | ขึ้นกับขนาดไม้และเลเวอเรจของบัญชี | ตอนเปิดไม้ (กันเพิ่ม) และตอนปิดไม้ (คืนมา) |
| Free Margin | เงินที่ยังเหลือให้เปิดไม้เพิ่ม หรือรองรับการขาดทุนลอยตัว | Equity − Margin | ทุกวินาที เพราะฝั่ง Equity ขยับตลอด |
| Margin Level | ความห่างจากจุดที่ระบบจะบังคับปิดไม้ให้เอง | Equity ÷ Margin × 100 (เป็น %) | ทุกวินาที |
สังเกตให้ดีว่ามีคำว่า Equity โผล่อยู่ในสูตรของสามช่องหลัง ส่วน Balance ไม่โผล่ในสูตรไหนเลย นั่นคือคำตอบทั้งหมดของบทความนี้ในบรรทัดเดียว: Balance เป็นแค่ประวัติศาสตร์ Equity คือปัจจุบัน และกลไกทุกอย่างทำงานกับปัจจุบัน
ถ้าตอนนี้คุณไม่มีไม้เปิดค้างเลย Balance กับ Equity จะเท่ากันเป๊ะ ความต่างระหว่างสองช่องนี้คือขนาดของ floating loss / floating profit หรือกำไรขาดทุนลอยตัวที่ยังไม่ถูกรับรู้ พูดอีกแบบคือ ช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้คือ “หนี้ที่ยังไม่ได้จ่าย” หรือ “เช็คที่ยังไม่ได้ขึ้นเงิน” ของพอร์ต — นิยามสั้น ๆ เก็บไว้ที่คลังศัพท์ Equity vs Balance
ทำไม prop firm วัด drawdown จาก equity ไม่ใช่ balance
เหตุผลตรงไปตรงมา: ถ้าวัดจาก Balance ใครก็โกงกติกาได้ในสามวินาที แค่เปิดไม้ใหญ่ ๆ แล้วไม่ปิดมัน Balance ก็ไม่ขยับ ขาดทุนเท่าไหร่ก็ไม่นับ กติกาที่วัดจาก Balance จึงเป็นกติกาที่ไม่มีความหมาย
prop firm ทุกเจ้าจึงวัดจาก Equity ทั้งเพดานขาดทุนรายวัน (daily drawdown) และเพดานขาดทุนรวมที่เลื่อนตามจุดสูงสุด (trailing drawdown) แปลว่าไม้ที่ยังลอยขาดทุนอยู่ นับเข้าเพดานแล้ว ไม่ต้องรอปิด
ลองเดินเลขให้เห็นภาพ ทุกตัวเลขในตารางนี้เป็น ตัวอย่างสมมุติ ทั้งหมด: บัญชีสมมุติ $10,000 เพดานขาดทุนรายวันสมมุติ 5% ของทุน = −$500 (เพดานจริงของแต่ละเจ้าไม่เท่ากัน ต้องอ่านกติกาของเจ้านั้นเอง) เริ่มวันด้วยการเปิดไม้เดียว แล้วราคาสวน
| ลำดับเหตุการณ์ (ตัวอย่างสมมุติ) | Balance | ไม้ลอย | Equity | ขาดทุนที่กติกานับได้ | ชนเพดาน −$500 หรือยัง |
|---|---|---|---|---|---|
| 1. เปิดไม้ ต้นวัน | $10,000 | $0 | $10,000 | $0 | ยัง |
| 2. ราคาสวนเบา ๆ | $10,000 | −$150 | $9,850 | −$150 | ยัง |
| 3. สวนต่อ เริ่มไม่สบายใจ | $10,000 | −$380 | $9,620 | −$380 | ยัง (เหลือที่ให้พลาดอีก $120) |
| 4. ข่าวออก ราคาวิ่งอีกที | $10,000 | −$520 | $9,480 | −$520 | ชนแล้ว — จบ |
| 5. อีก 40 นาทีราคากลับ | $10,000 | −$60 | $9,940 | — | สายไปแล้ว |
| 6. ปิดไม้ | $9,940 | $0 | $9,940 | — | Balance เพิ่งขยับตอนนี้เอง |
ดูคอลัมน์ Balance จากบนลงล่าง มันเป็น $10,000 เท่าเดิมตั้งแต่แถวที่ 1 ถึงแถวที่ 5 คนที่จ้องช่องนี้ตลอดวันจะรู้สึกว่า “ยังไม่เสียอะไรเลยนี่” ทั้งที่แถวที่ 4 คือแถวที่บัญชีตายไปแล้ว และเจ็บกว่านั้นคือแถวที่ 5 กับ 6 ซึ่งพิสูจน์ว่า การอ่านราคาถูกทาง — สุดท้ายไม้นี้ปิดที่ขาดทุนแค่ $60 เท่านั้น แต่การถูกทางไม่ช่วยอะไรเลย เพราะกติกาไม่ได้วัดตอนปิดไม้ มันวัดที่จุดแย่สุดระหว่างทาง
นี่คือกลไกเดียวกับที่ทำให้บัญชีจริงตายด้วย stop out ซึ่งเราเคยจำลองไว้แบบเต็ม ๆ ในบทเทส all-in ทองด้วยทุน $1,000 — ต่างกันแค่ prop firm ตัดสินด้วยเพดานที่เขียนไว้ ส่วนโบรกตัดสินด้วย Margin Level
Free margin กับ margin level อ่านยังไง
Free Margin ตอบคำถามว่า “เปิดไม้เพิ่มได้อีกไหม และรับการขาดทุนลอยตัวได้อีกเท่าไหร่” ส่วน Margin Level ตอบคำถามว่า “ห่างจากจุดที่ระบบจะบังคับปิดไม้แค่ไหน”
สูตรจำง่าย ๆ สองบรรทัด:
- Free Margin = Equity − Margin
- Margin Level = (Equity ÷ Margin) × 100
จะเห็นว่าตัวตั้งของทั้งคู่คือ Equity ตัวหารคือ Margin ที่ถูกกันไว้ ซึ่งจะโตขึ้นทุกครั้งที่เปิดไม้เพิ่ม ผลคือถ้าคุณเปิดไม้เพิ่มระหว่างที่ไม้เดิมกำลังขาดทุนลอยตัว คุณกำลังกดตัวตั้งลงและดันตัวหารขึ้นพร้อมกัน Margin Level จะดิ่งเร็วกว่าที่ความรู้สึกคาดไว้มาก
เรื่องเปอร์เซ็นต์ที่ “อันตราย” นั้น เราไม่ระบุตัวเลขให้ เพราะระดับ margin call และ stop out ถูกกำหนดโดยโบรกแต่ละเจ้าและต่างกันตามประเภทบัญชี ไม่มีเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกที่ สิ่งที่ต้องทำคือเปิดเงื่อนไขบัญชีของตัวเองแล้วจดสองตัวเลขนี้ไว้ ก่อนจะไปถึงวันที่ต้องใช้มัน
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันคือ stop out ไม่ใช่การลงโทษ มันคือกลไกที่โบรกปิดไม้ให้อัตโนมัติเพื่อไม่ให้บัญชีติดลบ เริ่มจากไม้ที่ขาดทุนหนักสุด และมันเกิดขึ้นตอนที่ Equity เหลือน้อยเทียบกับ Margin ที่ใช้ ไม่เกี่ยวกับ Balance เลยแม้แต่นิดเดียว
ทางเลี่ยงที่ได้ผลจริงมีทางเดียวคือควบคุมขนาดไม้ตั้งแต่ก่อนกดเปิด ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการเดาว่าตลาดจะไปทางไหน เราแยกวิธีคิดเรื่องนี้ไว้ในบทคำนวณขนาดล็อตทอง และทำเครื่องคำนวณขนาดล็อตทอง ไว้ให้กดเล่นก่อนเข้าไม้จริง
ไม้ลอยกำไรเอาไปเปิดไม้เพิ่มได้ไหม
เปิดได้ — และนี่คือกับดักที่เนียนที่สุดในบทความนี้ เพราะระบบอนุญาตให้ทำ ทั้งที่มันคือการเอาเงินที่ยังไม่มีอยู่จริงไปวางเดิมพันเพิ่ม
จำสูตรได้ใช่ไหมว่า Free Margin = Equity − Margin เมื่อไม้แรกลอยกำไร Equity พองขึ้นทันที Free Margin ก็พองตาม ระบบจึงยอมให้เปิดไม้ที่สองได้ ทั้งที่ Balance ยังเท่าเดิมเป๊ะ ยังไม่มีเงินสักบาทเข้าบัญชีจริง
เดินเลขให้ดู ทุกตัวเลขเป็น ตัวอย่างสมมุติ บัญชีสมมุติ $10,000 และสมมุติว่าไม้ขนาดที่ใช้กิน Margin ไม้ละ $600
| สเต็ป (ตัวอย่างสมมุติ) | Balance | ไม้ลอยรวม | Equity | Margin | Free Margin | Margin Level |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1. เปิดไม้ที่ 1 | $10,000 | $0 | $10,000 | $600 | $9,400 | 1,667% |
| 2. ไม้ที่ 1 ลอยกำไร | $10,000 | +$400 | $10,400 | $600 | $9,800 | 1,733% |
| 3. เห็น Free Margin เพิ่ม → เปิดไม้ที่ 2 ขนาดเท่ากัน | $10,000 | +$400 | $10,400 | $1,200 | $9,200 | 867% |
| 4. ราคากลับ (ไม้ 1 เหลือ +$50, ไม้ 2 −$350) | $10,000 | −$300 | $9,700 | $1,200 | $8,500 | 808% |
| 5. สวนต่อ (ไม้ 1 −$250, ไม้ 2 −$650) | $10,000 | −$900 | $9,100 | $1,200 | $7,900 | 758% |
สามอย่างที่ตารางนี้บอก:
- Balance เป็น $10,000 ทั้ง 5 แถว กำไร $400 ในแถวที่ 2 ไม่เคยเป็นเงินจริงเลยสักวินาทีเดียว มันเป็นแค่ราคากลางตลาด ณ ขณะนั้น
- Margin Level ร่วงจาก 1,733% เหลือ 867% ทันทีที่เปิดไม้ที่สอง ทั้งที่ราคายังไม่ได้ขยับสวนเลยสักนิด ครึ่งหนึ่งของระยะปลอดภัยหายไปเพราะการกดปุ่มเปิดไม้เฉย ๆ
- พอราคากลับ ขาดทุนมาสองไม้พร้อมกัน จาก Equity สูงสุด $10,400 ลงมา $9,100 คือหายไป $1,300 ทั้งที่ราคาย้อนกลับมาแค่ระยะเดียวกับที่มันวิ่งไป ถ้าไม้ที่สองไม่ถูกเปิด ความเสียหายจะเป็นครึ่งเดียว
ที่อันตรายกว่าตัวเลขคือลำดับความคิดที่พาไปถึงตรงนั้น: กำไรลอยตัวทำให้รู้สึกว่ากำลังอ่านตลาดถูก ความรู้สึกนั้นทำให้เพิ่มขนาดพอร์ต และการเพิ่มขนาดเกิดขึ้นที่จุดที่ราคาวิ่งมาไกลแล้วพอดี ซึ่งเป็นจุดที่ระยะเหลือน้อยที่สุด Free Margin ที่พองขึ้นคือคำเชิญ ไม่ใช่ใบอนุญาต
เคสสอบ FTMO ของเรา เพดานวัดจาก equity ทั้งสองชั้น
ทีนี้มาดูของจริง บัญชีสอบ FTMO Challenge ทุน $100,000 ที่เราบันทึกไว้ มีเพดานความเสี่ยงสองชั้น และ ทั้งสองชั้นวัดจาก Equity ไม่ใช่ Balance นี่คือตัวเลขที่เราใช้ไปจริงเทียบกับเพดาน:
| ขีดจำกัด | วัดจาก | เพดาน | จุดแย่สุดที่แตะจริง |
|---|---|---|---|
| Max Daily Loss | Equity | −$3,000 (3%) | −$1,783.31 (−1.7%) |
| Max Loss (EOD Trailing) | Equity | −$10,000 (10%) | −$2,515.79 (−2.5%) |
จบการสอบที่ Balance/Equity $110,053.18 คือกำไร +$10,053.18 (+10.05%) ผ่าน Profit Target ที่ $10,000 (10%) และวันที่ดีที่สุดคิดเป็น 19.47% ของกำไรวันบวกทั้งหมด
ประเด็นที่อยากให้เห็นไม่ใช่ผลสอบ แต่เป็นความหมายของคำว่า “จุดแย่สุดที่แตะจริง” ในตารางนั้น ตัวเลข −$1,783.31 ไม่ใช่ผลรวมของไม้ที่ปิดขาดทุน มันคือจุดต่ำสุดที่ Equity เคยลงไปแตะ ซึ่งรวมไม้ที่ยังลอยอยู่ตอนนั้นด้วย ถ้าระบบวัดจาก Balance ตัวเลขที่บันทึกได้จะเป็นคนละตัวไปเลย และกติกาก็จะไม่มีฟันอะไรเหลือ
จากเลขชุดนี้ ระยะห่างจากเส้นตายรายวันเหลือประมาณ 41% ของเพดาน (ใช้ไปราว 59%) และเพดานขาดทุนรวมใช้ไปราว 25% — ระยะที่เหลือตรงนั้นไม่ได้มาจากการเดาตลาดแม่น แต่มาจากขนาดไม้ที่เล็กพอจะทนให้ราคาสวนได้โดยที่ Equity ไม่ไปแตะเส้น
เราจะไม่เล่าว่าใช้ระบบอะไรสอบ และไม่ได้เขียนบทนี้เพื่อชวนใครไปสอบ prop firm ค่าสอบคือเงินจริงที่หายได้จริง สิ่งเดียวที่เอามาเล่าคือกลไกการวัด ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับบัญชีส่วนตัวของทุกคน ต่างกันแค่บัญชีส่วนตัวไม่มีใครมาบอกว่าคุณตกสอบ มันแค่เงียบ ๆ แล้ววันหนึ่งก็ stop out
สรุป: ดูช่องไหนก่อนกดเปิดไม้
- Balance คืออดีต มันบอกแค่ว่าไม้ที่ปิดไปแล้วรวมกันได้เท่าไหร่ ระหว่างที่มีไม้ค้างอยู่ มันคือตัวเลขที่หลอกตัวเองได้ดีที่สุดบนหน้าจอ
- Equity คือปัจจุบัน และเป็นตัวตั้งของทุกสูตรที่ตัดสินชะตาบัญชี ทั้ง Free Margin, Margin Level และเพดานของ prop firm
- Free Margin ที่พองขึ้นเพราะไม้ลอยกำไร ไม่ใช่เงินที่หามาได้ มันจะยุบกลับพร้อมราคาที่กลับ และถ้าเอาไปเปิดไม้เพิ่มไว้แล้ว มันจะยุบเป็นสองเท่า
- ระดับ margin call / stop out ไม่มีเลขมาตรฐาน ต้องอ่านจากเงื่อนไขบัญชีตัวเองก่อนใช้งานจริง
- ตัวเลขเดียวที่คุมได้ก่อนเข้าไม้คือขนาดไม้ ไม่ใช่ทิศทางราคา ลองกดดูในเครื่องคำนวณขนาดล็อตทอง ว่า size ที่คิดอยู่ทำให้ Equity ร่วงเท่าไหร่ถ้าราคาสวนตามปกติของวัน
บันทึกภาคสนามและงานเทสอื่น ๆ ของเรารวมอยู่ที่หน้ารวมบันทึกภาคสนาม — ตัวเลขไหนเป็นของจริงเราบอกที่มา ตัวเลขไหนสมมุติเราติดป้ายให้เห็นทุกตาราง