Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา ask (ราคาที่เราซื้อได้) กับราคา bid (ราคาที่เราขายได้) เป็นต้นทุนที่จ่ายทันทีตั้งแต่เปิดไม้ สูตรคือ Spread = Ask − Bid แล้วแปลงเป็นเงินด้วยจำนวน pip × มูลค่าต่อ pip (ค่ามาตรฐานต่อ 1 ล็อต) × จำนวนล็อตที่เทรดจริง

อัปเดตข้อมูล: ตุลาคม 2026

ถ้าเคยกดซื้อแล้วเห็นไม้ติดลบทันทีทั้งที่ราคายังไม่ได้ขยับ นั่นคือ spread ทำงานอยู่ บทนี้จะอธิบายว่ามันมาจากไหน คิดเป็นเงินยังไงทั้งคู่เงินและทอง กว้างขึ้นตอนไหน และทำไมต้นทุนที่ดูเล็กแค่ไม่กี่ pip ถึงเป็นตัวที่ฆ่าระบบเทรดถี่ได้ โดยมีผลทดสอบของเว็บเองเป็นหลักฐาน

Spread คืออะไร

ทุกสินค้าที่ซื้อขายในตลาดมีราคาสองตัวอยู่ตลอดเวลา หน้าความรู้ของ Fidelity นิยามไว้ว่า bid คือราคาสูงสุดที่ฝั่งผู้ซื้อยอมจ่าย และ ask คือราคาต่ำสุดที่ฝั่งผู้ขายยอมรับ ส่วนต่างระหว่าง ask กับ bid เรียกว่า bid–ask spread หรือที่คนเทรดเรียกสั้น ๆ ว่า spread

นิยามนี้เขียนในบริบทตลาดหุ้น แต่หลักการเดียวกันใช้ได้กับคู่เงินและทองบนแพลตฟอร์มเทรด บนหน้าต่าง Market Watch ของ MT5 เราจะเห็นราคาสองคอลัมน์คู่กันเสมอ คอลัมน์หนึ่งคือ bid อีกคอลัมน์คือ ask และระยะห่างของสองตัวนี้คือ spread ของสัญลักษณ์นั้น ณ วินาทีนั้น

สิ่งสำคัญคือ spread โดยทั่วไปลอยตัว ไม่ใช่ค่าคงที่ มันขยับตามสภาพตลาดและเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย ตัวเลขที่เห็นตอนนี้อาจไม่ใช่ตัวเลขตอนที่คำสั่งของเราถูกจับคู่จริง แต่บัญชีบางประเภทของบางผู้ให้บริการก็เปิดให้เลือกแบบ spread คงที่ได้เช่นกัน ต้องเช็กให้ชัดว่าบัญชีของเราเป็นแบบไหน

ทำไมเปิดไม้ปุ๊บติดลบทันที

เหตุผลง่ายมาก เวลาเราซื้อ เราซื้อจากฝั่งผู้ขายที่ราคา ask ส่วนเวลาเราจะปิดไม้ซื้อ เราต้องขายให้ฝั่งผู้ซื้อที่ราคา bid ซึ่งต่ำกว่า ในวินาทีแรกหลังเปิดไม้ ถ้าปิดทันทีก็จะขาดทุนเท่ากับ spread พอดี ฝั่งไม้ขายก็กลับกัน เปิดที่ bid และต้องปิดที่ ask

แปลว่า ทุกไม้เริ่มต้นจากติดลบเท่ากับ spread ราคาต้องวิ่งไปในทางที่เราต้องการให้ได้ระยะเท่า spread ก่อน ไม้นั้นถึงจะกลับมาเท่าทุน นี่คือเหตุผลที่ต้นทุนนี้ถูกเรียกว่าต้นทุนที่มองไม่เห็น เพราะไม่มีบรรทัดไหนในใบแจ้งยอดเขียนว่า “ค่า spread” แต่มันถูกหักไปแล้วในราคาที่เราได้

คิด spread เป็นเงินยังไง

ขั้นตอนมีสามชั้น หา spread ในหน่วยราคา แปลงเป็นจำนวน pip แล้วคูณด้วยมูลค่าต่อ pip ที่เป็นค่ามาตรฐานต่อ 1 ล็อต คูณด้วยขนาดไม้ที่เทรดจริงอีกชั้นหนึ่ง (ถ้ามูลค่าต่อ pip ที่ใช้คำนวณถูกปรับเป็นของขนาดไม้นั้นอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องคูณขนาดไม้ซ้ำอีก) ตัวอย่างสมมุติต่อไปนี้ใช้ EUR/USD ซึ่งเป็นคู่ที่สกุลอ้างอิงเป็นดอลลาร์ และใช้ธรรมเนียมตลาดที่ 1 pip ของคู่เงินหลักที่ไม่มีเยน = 0.0001 ส่วนคู่ที่มีเยนใช้ทศนิยมสองตำแหน่งเป็นหน่วย pip (ละเอียดกว่าคู่ไม่มีเยนสิบเท่า) กับขนาดสัญญา 100,000 หน่วยต่อล็อต (ตัวเลขจริงต้องอ่านจากสเปกของบัญชีตัวเอง)

ตาราง A — ตัวอย่างสมมุติ: spread ของ EUR/USD คิดเป็นเงิน

รายการค่า
bid (ตัวอย่างสมมุติ)1.1604
ask (ตัวอย่างสมมุติ)1.1606
spread ในหน่วยราคา0.0002
spread ในหน่วย pip2 pip
ต้นทุนที่ 1 ล็อต (1 pip = 10 ดอลลาร์)20 ดอลลาร์
ต้นทุนที่ 0.10 ล็อต (1 pip = 1 ดอลลาร์)2 ดอลลาร์
ต้นทุนที่ 0.01 ล็อต (1 pip = 0.1 ดอลลาร์)0.2 ดอลลาร์

ในตัวอย่างสมมุตินี้มีกับดักหนึ่งจุดที่คนพลาดบ่อย คือหน่วยที่แพลตฟอร์มแสดง ถ้าราคาแสดงละเอียดกว่าธรรมเนียมของคู่นั้น 1 ตำแหน่ง หน่วยที่เล็กที่สุดคือ point ซึ่งเท่ากับ 0.1 pip spread 2 pip ในตารางจึงอาจถูกแสดงบนจอเป็น 20 point คนที่เห็นเลข 20 แล้วคิดเป็น pip จะคำนวณต้นทุนผิดไปสิบเท่า วิธีแปลง pip เป็นเงินของคู่อื่น ๆ รวมถึงคู่ที่มีเงินเยน เราเขียนละเอียดไว้ในบท pip คืออะไร

สำหรับทอง หลักการเดียวกันแต่ใช้หน่วย “ดอลลาร์ต่อออนซ์” จะตรงที่สุด ผู้ให้บริการหลายรายตั้ง 1 ล็อตทอง = 100 ออนซ์ แต่ค่านี้แต่ละรายตั้งเองได้ ต้องเปิดดู contract size ในสเปกเสมอ เรื่องนี้อธิบายไว้ในบท 1 pip ทองเท่ากับกี่ดอลลาร์

ตาราง B — ตัวอย่างสมมุติ: ต้นทุนต่อไม้บนทอง ที่ต้นทุน 0.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ขนาดไม้ออนซ์ (contract size 100)ต้นทุนต่อไม้ต้นทุน 10 ไม้
1 ล็อต10030 ดอลลาร์300 ดอลลาร์

ตัวเลข 0.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในตารางนี้คือสมมติฐานต้นทุนที่ทีมงานใช้ในการทดสอบ MACD ข้างล่าง ไม่ใช่ spread จริงของผู้ให้บริการรายใด สิ่งที่ตารางนี้อยากให้เห็นคือคอลัมน์สุดท้าย ต้นทุนต่อไม้ที่ดูเล็ก พอคูณจำนวนไม้แล้วโตเป็นก้อนได้เร็ว

Spread กว้างขึ้นตอนไหน

หลักการทั่วไปของ bid–ask คือความกว้างสัมพันธ์กับสภาพคล่อง Fidelity อธิบายไว้ว่า สินค้าที่ซื้อขายคึกคักมักมี spread แคบ ส่วนสินค้าที่ซื้อขายบางหรือสภาพคล่องต่ำทำให้ spread กว้างขึ้นได้ บนแพลตฟอร์มเทรดเราจึงเห็นรูปแบบคล้ายกัน

  • ช่วงตลาดบาง เช่น ช่วงรอยต่อระหว่างวันหรือช่วงที่ตลาดหลักยังไม่เปิด จำนวนผู้เสนอราคาน้อยลง spread มักกว้างขึ้น
  • ช่วงก่อนและหลังตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ราคากระโดดเร็ว ฝั่งเสนอราคาถอยออก spread มักถ่างออกชั่วคราว ใครเทรดช่วงนี้ควรรู้เวลาประกาศล่วงหน้า ดูได้ในบท ข่าว forex ประกาศกี่โมง เวลาไทย
  • สินค้าที่ซื้อขายน้อยกว่า มักมี spread กว้างกว่าคู่หลัก

เราตั้งใจ ไม่ใส่ตัวเลขว่า spread กว้างขึ้นกี่เท่า เพราะขึ้นกับผู้ให้บริการ สัญลักษณ์ และเหตุการณ์ ตัวเลขที่ใช้ได้จริงคือตัวเลขจากบัญชีของตัวเองในช่วงเวลาที่จะเทรด

Spread กินระบบเทรดถี่แค่ไหน

นี่คือส่วนที่มือใหม่มักประเมินต่ำ เพราะคิดต้นทุนทีละไม้ เราเคยวัดเรื่องนี้กับข้อมูลจริงในบท MACD ตัดเส้นศูนย์ เทรดทองได้จริงไหม ทีมงานทดสอบย้อนหลังกฎ MACD ตัดเส้นศูนย์บนทองกราฟ M5 ช่วง ม.ค. 2020 ถึง มิ.ย. 2026 โดยหักต้นทุน 0.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ต่อไม้

ตาราง C — ต้นทุนเทียบกำไรดิบ (ผลทดสอบย้อนหลังของทีมงาน)

รายการค่า (USD/oz)
จำนวนไม้17,109 ไม้
กำไรดิบก่อนหักต้นทุน1,652
ต้นทุนรวม5,133
ผลสุทธิหลังหักต้นทุนขาดทุน 3,481

กฎนี้มีกำไรดิบเป็นบวกอยู่ แต่ต้นทุนรวม มากกว่ากำไรดิบราวสามเท่า ผลสุทธิจึงพลิกเป็นขาดทุน สิ่งที่ฆ่ามันไม่ใช่ต้นทุนต่อไม้ที่สูง แต่คือ ต้นทุนต่อไม้คูณความถี่ กราฟเล็กให้สัญญาณบ่อย ทุกสัญญาณจ่าย spread เต็มจำนวน ผลลักษณะเดียวกันนี้เราเจอซ้ำในกระดานเทสระบบหลายตัว สรุปไว้ในบท scalping ได้เงินจริงไหม

บทเรียนจากตารางนี้ใช้ได้กับทุกระบบ ก่อนเชื่อผลทดสอบใด ๆ ให้ถามก่อนว่าคิดต้นทุนไว้เท่าไรต่อไม้ และคิดกับทุกไม้หรือเปล่า ผลทดสอบที่ไม่หัก spread คือผลของตลาดที่ไม่มีอยู่จริง

วิธีดู spread ใน MT5

  1. เปิดหน้าต่าง Market Watch คลิกขวาแล้วเปิดคอลัมน์ spread ให้แสดงคู่กับ bid และ ask
  2. คลิกขวาที่ชื่อสัญลักษณ์ เลือก Specification เช็กว่าบัญชีนี้ตั้ง spread เป็นแบบลอยตัวหรือคงที่ ดูจำนวนทศนิยมและขนาดสัญญา
  3. ดูค่า SYMBOL_POINT กับ SYMBOL_DIGITS (หรือจำนวนทศนิยมของราคา) เพื่อรู้ว่าตัวเลข spread บนจอเป็นหน่วย point หรือ pip
  4. แปลงเป็นเงินด้วยขนาดไม้จริงที่จะใช้ ตามวิธีในตาราง A หรือตาราง B ขนาดสัญญาต่อล็อตอ่านเพิ่มได้ที่บท lot คืออะไร

อยากเห็นต้นทุนกับความเสี่ยงของบัญชีตัวเองก่อนเปิดไม้ทอง — กรอกทุน ขนาดไม้ ราคา และระยะ stop loss ลงใน เครื่องคำนวณล็อตทอง ของเว็บ แล้วเอาต้นทุน spread ของบัญชีตัวเองไปบวกเพิ่มในใจทุกครั้ง

สรุป: Spread คือค่าผ่านทางทุกไม้

  • Spread = Ask − Bid เป็นต้นทุนที่จ่ายทันทีตั้งแต่เปิดไม้ ทุกไม้จึงเริ่มจากติดลบ
  • แปลงเป็นเงินด้วยจำนวน pip × มูลค่าต่อ pip × ขนาดไม้ และระวังว่าตัวเลขบนจออาจเป็น point ไม่ใช่ pip
  • ความกว้างขึ้นกับผู้ให้บริการและสภาพคล่อง ช่วงตลาดบางและช่วงข่าวมักกว้างขึ้น
  • ในผลทดสอบของทีมงาน ต้นทุนรวมมากกว่ากำไรดิบราวสามเท่า เพราะต้นทุนต่อไม้ถูกคูณด้วยความถี่ ยิ่งเทรดถี่ spread ยิ่งเป็นตัวตัดสิน