แนวรับแนวต้านคือย่านราคาที่แรงซื้อหรือแรงขายมักจะโผล่เข้ามา ไม่ใช่เส้นคมกริบที่ราคาต้องเคารพ อภิธานศัพท์ของ CFTC หน่วยงานกำกับดูแลตลาดล่วงหน้าของสหรัฐ นิยามไว้ว่าแนวรับคือย่านราคาที่แรงซื้อมีแนวโน้มเข้ามาและหยุดการลง ส่วนแนวต้านคือย่านราคาที่แรงขายจะโผล่ออกมาและทำให้การขึ้นต่อแผ่วลง คำที่ต้องอ่านช้า ๆ มีสองคำคือ ย่านราคา และ มีแนวโน้ม เพราะทั้งสองคำบอกตรงกันว่านี่คือคำอธิบายพฤติกรรมคนที่สังเกตย้อนหลัง ไม่ได้แปลว่าราคาจะต้องเด้งกลับทุกครั้งที่ลงมาถึง
บทนี้จะตอบสามเรื่องเรียงกัน คือแนวรับแนวต้านคืออะไรกันแน่ ลากยังไงให้ไม่หลอกตัวเอง และทำไมมันถึงหลุดบ่อยจนคนเข็ด แล้วปิดท้ายด้วยของที่หาอ่านที่อื่นไม่ได้ คือผลเทสบนทองของเราเองที่เอาคำถามยอดฮิต “เด้งหรือทะลุ” มาวัดด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน จำนวนไม้เท่ากัน ต้นทุนเท่ากัน แล้วดูว่าฝั่งไหนเหลืออะไรกลับมาบ้าง
อัปเดตข้อมูล: 20 กันยายน 2569
ที่ต้องเขียนบทนี้เพราะแนวรับแนวต้านเป็นเครื่องมือที่คนไทยเริ่มใช้เป็นอย่างแรกเสมอ มันฟรี ไม่ต้องลงอะไรเพิ่ม แค่ลากเส้นแนวนอนก็ได้แล้ว แต่พอเจอครั้งแรกที่แนวรับหลุดทะลุลงไปเฉย ๆ คำถามที่ตามมาแทบไม่เคยได้คำตอบที่ตรงไปตรงมา ส่วนใหญ่จะได้ยินว่า “เพราะลากผิด” หรือ “เพราะเงินใหญ่หลอก” ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ฟังแล้วสบายใจแต่ตรวจสอบไม่ได้สักข้อ
ขอบอกไว้ตั้งแต่ต้นด้วยว่ามีตัวเลขหนึ่งชุดที่เราจะไม่เขียนให้ นั่นคือ “แนวรับหลุดกี่เปอร์เซ็นต์” หรือ “เบรกหลอกกี่ครั้งจากสิบครั้ง” ของแนวที่คนลากด้วยมือ เพราะเราไม่มีข้อมูลนั้น ไม่เคยเทส และไม่มีทางเทสให้ซ้ำได้ด้วย เหตุผลว่าทำไมอยู่ในหัวข้อข้อจำกัดท้ายบท
แนวรับแนวต้านคืออะไร
แนวรับคือย่านราคาที่แรงซื้อมีแนวโน้มเข้ามาและหยุดการลง ส่วนแนวต้านคือย่านราคาที่แรงขายจะโผล่ออกมาและทำให้การขึ้นต่อแผ่วลง สองประโยคนี้ไม่ใช่คำอธิบายของเราเอง แต่เป็นนิยามตรงตัวในอภิธานศัพท์ของ CFTC ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ใช่เพจสอนเทรด การหยิบนิยามจากที่นั่นมาใช้จึงปลอดภัยกว่าการลอกกันต่อ ๆ มาในวงการ
จุดที่คนอ่านข้ามบ่อยที่สุดคือคำว่า ย่านราคา ต้นฉบับใช้คำว่า price area ไม่ใช่ price line แปลว่าตั้งแต่ในนิยามเองก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นเส้นเดียวอยู่แล้ว ในทางปฏิบัติสิ่งที่เกิดจริงคือราคามาถึงย่านหนึ่งแล้วมีคนตัดสินใจพร้อม ๆ กันหลายคน บางคนตัดสินใจก่อนถึงเล็กน้อย บางคนรอให้เลยไปนิดหนึ่งแล้วค่อยเข้า ผลรวมของการตัดสินใจที่กระจายตัวแบบนั้นออกมาเป็นแถบ ไม่ใช่จุดเดียว
คำที่สองคือ มีแนวโน้ม ต้นฉบับใช้คำว่า likely ซึ่งเป็นภาษาของความน่าจะเป็น ไม่ใช่ภาษาของกฎ ถ้านิยามบอกว่าแรงซื้อ มีแนวโน้ม จะเข้ามา มันก็แปลว่ามีกรณีที่ไม่เข้ามาอยู่ในนิยามตั้งแต่แรกแล้ว คนที่ผิดหวังกับแนวรับส่วนใหญ่ไม่ได้ผิดหวังเพราะเครื่องมือพัง แต่ผิดหวังเพราะเอาเครื่องมือที่เป็นความน่าจะเป็นไปใช้เหมือนมันเป็นกฎ
แล้วทำไมย่านพวกนี้ถึงมีอยู่จริงตั้งแต่แรก คำอธิบายที่ตรวจสอบได้ที่สุดไม่ใช่เรื่องพลังลึกลับของตัวเลข แต่เป็นเรื่องที่คนจำนวนมากมองกราฟเดียวกันแล้วเห็นจุดเดิม จุดสูงสุดเดิมและจุดต่ำสุดเดิมเป็นตัวเลขที่ทุกคนเห็นตรงกันโดยไม่ต้องตกลงกันก่อน เมื่อคนกลุ่มใหญ่ใช้จุดอ้างอิงชุดเดียวกัน การตัดสินใจก็ไปกระจุกกันที่ย่านเดียวกัน ย่านนั้นเลยมีพฤติกรรมพิเศษขึ้นมาจริง ๆ ได้ระยะหนึ่ง
แต่ตรรกะเดียวกันนี้เองคือเหตุผลที่มันหลุดได้ด้วย ถ้าย่านหนึ่งเป็นที่ที่คนไปกองคำสั่งกันไว้ ย่านนั้นก็เป็นทั้งที่พักและที่ที่มีของรอให้กวาดในเวลาเดียวกัน เราจะกลับมาเรื่องนี้อีกทีในหัวข้อว่าทำไมแนวรับถึงหลุด
ลากแนวรับแนวต้านยังไง
ลากจากจุดที่ราคาเคยกลับตัวจริง ลากเป็นโซนที่มีความหนา และตั้งกฎของตัวเองให้จบก่อนจะไปดูผล หลักการมีแค่นี้ ที่เหลือคือวินัยว่าจะไม่ขยับเส้นตามอารมณ์ ขั้นตอนที่เราใช้เองเวลาต้องอธิบายให้คนอื่นทำตามได้ มีตามลำดับนี้
- เลือกไทม์เฟรมที่จะใช้ตัดสินใจจริง แล้วอยู่กับไทม์เฟรมนั้น ไม่ใช่สลับไปมาจนกว่าจะเจอภาพที่ถูกใจ การสลับไทม์เฟรมหลังเห็นผลคือการเปลี่ยนกติกากลางเกม
- หาจุดที่ราคาเคยกลับตัวจริง ๆ คือจุดที่ราคาหยุดแล้วเปลี่ยนทิศอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่จุดที่ราคาแค่แวะผ่านแล้วไปต่อ
- ลากเป็นโซน ให้แถบมีความหนาพอที่จะครอบไส้เทียนและตัวเทียนที่กลับตัวในบริเวณนั้นได้ทั้งหมด แถบที่บางเกินไปจะถูก “แตะ” ตลอดเวลาจนอ่านอะไรไม่ได้
- นับจำนวนครั้งที่ย่านนั้นเคยถูกทดสอบและราคาตอบสนองจริง ยิ่งเห็นซ้ำหลายครั้งในอดีต ย่านนั้นยิ่งเป็นจุดอ้างอิงที่คนกลุ่มใหญ่เห็นตรงกัน แต่จำนวนครั้งที่มากก็ไม่ได้แปลว่าครั้งต่อไปจะเหมือนเดิม
- เขียนกฎเป็นตัวหนังสือก่อนเปิดไม้ ว่าจะถือว่าย่านนี้ “ใช้ได้” เมื่อเห็นอะไร และจะถือว่า “เสียแล้ว” เมื่อเห็นอะไร เขียนก่อนเสมอ ไม่ใช่หลังจากเห็นผลแล้ว
- ทบทวนย้อนหลังด้วยกฎเดิมที่เขียนไว้ ไม่ใช่ด้วยกฎที่เพิ่งคิดได้ตอนเห็นผลลัพธ์
ข้อที่ยากที่สุดคือข้อสุดท้าย เพราะกราฟย้อนหลังใจดีกับทุกคน เลื่อนเส้นไปนิดเดียวภาพก็สวยขึ้นทันที นี่คือสาเหตุที่คนเรียนวิธีลากแนวรับแนวต้านแล้วรู้สึกว่า “มันแม่นมาก” ตอนฝึกกับกราฟเก่า แต่พอใช้สดกลับไม่เหมือนกันเลย ความต่างไม่ได้อยู่ที่ตลาด แต่อยู่ที่ตอนฝึกเรารู้คำตอบอยู่แล้ว
เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของมือใหม่อย่างเดียว มันเป็นปัญหาเดียวกับที่ทำให้ผลเทสสวยแล้วรันจริงไม่รอด คือการตัดสินใจโดยรู้อนาคตไปแล้วบางส่วน เราเคยเขียนเคสที่เห็นภาพที่สุดไว้ในบท เบรกเอาต์ทองที่กำไรเพราะข้อมูลราคาเพี้ยน ซึ่งเป็นคนละกลไกแต่โรคเดียวกัน
อีกเรื่องที่ต้องพูดให้ชัดคือ แนวที่คนลากด้วยมือไม่มีทางวัดซ้ำได้ เอากราฟเดียวกันให้คนสิบคนลาก จะได้เส้นสิบชุดที่ไม่ตรงกันสักคู่ และไม่มีใครตัดสินได้ว่าชุดไหนถูก นั่นแปลว่าคำถามที่ว่า “แนวรับแม่นกี่เปอร์เซ็นต์” ไม่ใช่คำถามที่ตอบด้วยข้อมูลได้เลย ตราบใดที่ตัวเส้นยังขึ้นกับมือคนลาก ข้อจำกัดข้อนี้คือเหตุผลที่เราต้องเปลี่ยนวิธีถามคำถามใหม่ทั้งหมดก่อนจะเทสอะไรได้
ทำไมแนวรับถึงหลุด
เพราะแนวรับไม่ใช่กฎ มันคือสถิติของพฤติกรรมคนที่สังเกตย้อนหลัง และสิ่งที่สังเกตย้อนหลังได้ไม่จำเป็นต้องคาดการณ์ไปข้างหน้าได้ อภิธานศัพท์ของ CFTC เขียนเงื่อนไขนี้ไว้ตรง ๆ ในนิยามของการวิเคราะห์ทางเทคนิคว่า การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะทำงานได้อย่างสม่ำเสมอก็ต่อเมื่อทฤษฎีที่ว่าราคาเคลื่อนไหวแบบสุ่มนั้นไม่ถูกต้อง นี่ไม่ใช่คำพูดของคนที่เกลียดกราฟ แต่เป็นเงื่อนไขทางตรรกะที่เขียนอยู่ในอภิธานศัพท์ของหน่วยงานกำกับดูแลเอง และเป็นเงื่อนไขที่ยังไม่มีใครปิดจบได้
ชั้นที่สองเป็นเรื่องโครงสร้างของคำสั่งซื้อขาย ถ้าย่านหนึ่งเป็นย่านที่คนกลุ่มใหญ่เห็นตรงกัน คำสั่งของคนกลุ่มนั้นก็ไปกองอยู่ที่เดียวกัน ทั้งคำสั่งเข้าและคำสั่งหยุดขาดทุนของคนที่เข้าไปก่อนหน้า ย่านที่ดู “แข็ง” ที่สุดในสายตาคนอ่านกราฟ จึงเป็นย่านที่มีของให้กวาดหนาแน่นที่สุดไปพร้อมกัน พอราคาหลุดลงไปได้จริง คำสั่งหยุดขาดทุนที่กองอยู่ก็กลายเป็นแรงขายเพิ่มเข้าไปอีกชั้น ทำให้ช่วงหลังแนวหลุดมักเร็วและแรงกว่าที่คาด
ชั้นที่สามคือเรื่องที่คนไม่ค่อยพูดถึง คือคุณภาพของข้อมูลราคาที่เราเห็น เส้นที่เราลากอ้างอิงจุดสูงต่ำที่ฟีดราคาของเราบันทึกไว้ ถ้าจุดนั้นเพี้ยนไปจากที่ตลาดส่วนใหญ่เห็น เส้นก็เพี้ยนตาม และการ “หลุด” ที่เราเห็นก็อาจไม่ใช่เหตุการณ์เดียวกับที่คนอื่นเห็น เคสจริงที่เราเจอและเขียนไว้ทั้งบทอยู่ที่ เบรกเอาต์ทองกับข้อมูลราคาที่เพี้ยน
ทีนี้คำถามที่ควรถามต่อจึงไม่ใช่ “ทำไมแนวรับหลุด” แต่เป็น “ถ้าแนวรับหลุดได้เป็นเรื่องปกติ แล้วเราควรปฏิบัติกับเส้นพวกนี้ยังไง” ซึ่งมีสองสำนักที่ตอบกันคนละทาง สำนักหนึ่งบอกให้สวนกลับเข้าหาเส้น อีกสำนักบอกให้ตามไปกับการหลุด นี่คือจุดที่ข้อมูลของเราเข้ามาช่วยได้จริง
แนวต้านกลายเป็นแนวรับจริงไหม
แนวคิดสลับบทบาทมีอยู่จริงในตำราและมีตรรกะรองรับพอสมควร แต่เราไม่มีข้อมูลที่ยืนยันมันได้สำหรับแนวที่คนลากด้วยมือ และเราจะไม่เขียนตัวเลขที่ไม่มีที่มาให้ เพราะฉะนั้นหัวข้อนี้จะอธิบายแค่ว่าแนวคิดนี้พูดถึงอะไร แล้วพาไปสู่สิ่งที่เราวัดได้จริง
ตรรกะของมันเป็นแบบนี้ เมื่อราคาทะลุแนวต้านขึ้นไปได้ คนที่เคยขายที่ย่านนั้นกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ส่วนคนที่รอซื้อแต่ไม่ทันก็ยังอยากได้ของที่ราคาเดิม เมื่อราคาย่อกลับลงมาที่ย่านเก่า คนสองกลุ่มนี้มีเหตุผลที่จะซื้อพร้อมกัน ย่านที่เคยเป็นแนวต้านจึงอาจทำตัวเป็นแนวรับได้ นี่คือที่มาของคำว่า “เบรกแนวต้านแล้วย่อ” ที่คนไทยใช้กัน
ปัญหาคือตรรกะที่ฟังขึ้นกับตรรกะที่ทำเงินได้เป็นคนละเรื่อง และการจะรู้ว่าอันไหนเป็นอันไหนมีทางเดียวคือวัด ซึ่งพอจะวัดก็ติดปัญหาเดิมทันที คือเส้นที่คนลากเองวัดซ้ำไม่ได้ เราจึงต้องเปลี่ยนคำถามให้เป็นรูปที่วัดได้ก่อน แล้วยอมรับตรง ๆ ว่าคำถามที่วัดได้นั้นไม่ใช่คำถามเดิมเป๊ะ ๆ
วิธีที่เราเลือกคือใช้เส้นที่คำนวณด้วยสูตรตายตัวแทนเส้นที่คนลากเอง แล้วเอาสองสำนักที่เถียงกันมาทดสอบกับเส้นชุดเดียวกัน ข้อมูลชุดเดียวกัน ไม้เท่ากัน ต้นทุนเท่ากัน ผลที่ได้จะไม่ตอบว่าแนวที่คุณลากเองแม่นแค่ไหน แต่จะตอบคำถามที่คมกว่านั้นข้อหนึ่ง คือระหว่าง “สวนกลับเข้าหาเส้น” กับ “ตามไปกับการหลุด” ฝั่งไหนเหลืออะไรกลับมามากกว่ากันเมื่อคิดต้นทุนแล้ว
เด้งกรอบกับทะลุกรอบ อันไหนได้เงินกว่ากัน — เราเทสแล้ว
คำตอบสั้น ๆ คือ ที่ไทม์เฟรมที่เราล็อกไว้ก่อนรัน ไม่มีฝั่งไหนได้เงิน ทั้งคู่ติดลบ ฝั่งที่ชนะบ่อยกว่ากลับขาดทุนมากกว่า และก่อนหักต้นทุน สองฝั่งหักล้างกันเป็นศูนย์พอดีเพราะมันคือเหรียญคนละด้านของสัญญาณเดียวกัน สิ่งที่ตัดสินผลจริง ๆ จึงไม่ใช่ว่าใครอ่านตลาดเก่งกว่า แต่เป็นต้นทุนต่อไม้ที่ทั้งคู่ต้องจ่ายเท่ากัน
ก่อนดูตาราง ต้องเข้าใจก่อนว่าเราวัดอะไร งานชิ้นนี้เป็นงานเทสกรอบ Bollinger บนทอง ไม่ใช่งานเทสเส้นที่คนลากเอง รายงานฉบับเต็มอยู่ที่บท ผลเทส Bollinger Bands บนทอง ส่วนหน้านี้หยิบมาเฉพาะประเด็นเด้งกับทะลุเท่านั้น
| รายการ | ค่าที่ใช้ |
|---|---|
| สินค้าที่เทส | ทองคำ XAUUSD ราคา bid ตัวเดียว |
| ช่วงข้อมูล | ม.ค. 2020 ถึง มิ.ย. 2026 รวม 6 ปีครึ่ง |
| ข้อมูลตั้งต้น | แท่งรายนาทีจริง 2,980,605 แท่ง แปลงเป็น M5 ได้ 596,160 แท่ง |
| เส้นที่ใช้เป็นตัวแทนแนว | BB(20, 2.0) เส้นกลางเป็น SMA20 กรอบคือบวกลบ 2 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 20 แท่ง ค่าเดียว ไม่ไล่จูน |
| ต้นทุนต่อไม้ | 0.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นค่าที่สมมติในโมเดล ไม่ใช่ค่าของผู้ให้บริการรายใด |
ข้อนี้ต้องพูดให้ชัดที่สุดก่อนอ่านตัวเลขทุกตัว: กรอบ Bollinger ไม่ใช่แนวรับแนวต้านที่คนลากเอง มันคือเส้นที่คำนวณจากสูตรตายตัวและขยับตามความผันผวนตลอดเวลา เราใช้มันเป็น ตัวแทนที่วัดซ้ำได้ ของ “เส้นที่ราคาวิ่งมาชนแล้วคนต้องตัดสินใจ” เพราะแนวที่คนลากมือไม่มีทางวัดซ้ำได้ ผลข้างล่างจึงพูดได้แค่เรื่องกรอบที่คำนวณด้วยสูตรนี้ บนสินค้าตัวนี้ ในช่วงเวลานี้ และ พิสูจน์อะไรเกี่ยวกับแนวที่คุณลากเองไม่ได้เลย
สองสำนักที่เอามาชนกันนิยามแบบนี้ ฝั่งแรกเรียกว่า B1 เด้งกรอบ คือปฏิบัติกับกรอบเหมือนแนวรับแนวต้าน ราคาหลุดกรอบล่างแปลว่าถูกเกินไปให้ซื้อ ราคาทะลุกรอบบนแปลว่าแพงเกินไปให้ขาย ฝั่งที่สองเรียกว่า B2 ทะลุกรอบ คือปฏิบัติกับกรอบเดียวกันแบบเบรกแนว ราคาทะลุออกไปทางไหนก็ตามไปทางนั้น สองฝั่งนี้ใช้สัญญาณจากเส้นชุดเดียวกันเป๊ะ ต่างกันแค่ตีความกลับทาง
ตาราง A — ผลของสองฝั่งต่อไทม์เฟรม (ข้อมูลเทสของเราเอง) หน่วยของคอลัมน์ผลรวมคือ จุดราคา (ดอลลาร์ต่อออนซ์) สะสม หลังหักต้นทุน 0.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ต่อไม้ ไม่ใช่กำไรในบัญชีและไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ผลตอบแทน
| ไทม์เฟรม | จำนวนไม้ | B1 เด้งกรอบ | B2 ทะลุกรอบ |
|---|---|---|---|
| M5 | 10,892 | -3588.434 | -2946.766 |
| M15 | 3,868 | -2540.952 | +220.152 |
| M30 | 2,030 | -4182.243 | +2964.243 |
| H1 | 1,116 | -1986.24 | +1316.64 |
| H4 | 320 | -901.131 | +709.131 |
| D1 | 44 | -1933.043 | +1906.643 |
อ่านตารางนี้ต้องอ่านพร้อมข้อจำกัดสี่ข้อข้างล่างนี้เสมอ ห้ามหยิบแถว M30 ไปพูดลอย ๆ
- เกณฑ์ที่ล็อกไว้ก่อนรันตัดสินที่ M5 ซึ่งฝั่ง B2 สอบตก การย้ายเส้นชัยไปไทม์เฟรมอื่นหลังเห็นผลแล้วคือสิ่งที่เราวิจารณ์คนอื่นมาตลอด เราจะไม่ทำเอง
- M30 คือ 1 ช่องจาก 18 ช่อง ที่รันทั้งหมด (3 เวอร์ชัน คูณ 6 ไทม์เฟรม) การหยิบช่องที่ดีที่สุดมาโชว์แล้วเรียกว่าข้อค้นพบ คือนิยามของการขุดข้อมูลจนเจอสิ่งที่อยากเจอ
- ยังไม่ผ่านด่านสุ่มที่ M30 เพราะเรารันด่านสุ่มเฉพาะ M5 ตามที่ล็อกไว้ และที่ M5 ทั้งสองฝั่งแยกจากการมั่วไม่ออก วิธีทดสอบด่านสุ่มอธิบายไว้ที่บท เทียบกับการมั่วก่อนค่อยเชื่อ
- ยังไม่มีข้อมูลนอกกลุ่มทดสอบ คือทั้งหมดนี้เป็นการวัดย้อนหลังในช่วงเดียวกับที่ใช้ตั้งกฎ และช่วงที่ทดสอบเป็นขาขึ้นใหญ่ซึ่งเข้าทางระบบที่ตามเทรนด์ฝั่งซื้ออยู่แล้ว
สถานะที่ถูกต้องของคอลัมน์ B2 จึงเป็น สมมติฐานที่ควรประกาศกติกาใหม่แล้วเทสรอบใหม่ ไม่ใช่ข้อค้นพบ เราจะเทสต่อและจะรายงานผลไม่ว่าออกมาทางไหน
อีกจุดที่ต้องเตือนคือแถวล่างสุด D1 มีแค่ 44 ไม้ ซึ่งน้อยเกินกว่าจะแยกฝีมือออกจากดวงได้ ตัวเลขที่ดูใหญ่ในแถวนั้นจึงบอกอะไรน้อยกว่าที่ตาเห็นมาก เหตุผลเชิงตัวเลขว่าทำไมจำนวนไม้น้อยถึงเชื่อไม่ได้ อยู่ในบท จำนวนไม้เท่าไหร่ถึงเชื่อผลเทสได้
และย้ำอีกครั้งว่าหน่วยในตารางคือจุดราคา ไม่ใช่เงินในบัญชี การแปลงระยะราคาเป็นเงินต้องคูณด้วยขนาดสัญญาอีกขั้นหนึ่งเสมอ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันและเราแยกไปอธิบายไว้ที่บท pip คืออะไร คิดเป็นเงินยังไง
ทำไมชนะบ่อยแต่ยังขาดทุน
เพราะอัตราชนะบอกแค่ว่าเราถูกบ่อยแค่ไหน ไม่ได้บอกว่าตอนถูกได้เท่าไหร่และตอนผิดเสียเท่าไหร่ ฝั่งเด้งกรอบที่ M5 ชนะถึง 63.625% ของไม้ทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถ้าเอาไปโพสต์ลอย ๆ คนจะเชื่อทันที แต่ผลสุทธิของมันคือ -3588.434 จุดราคา
ตาราง B — สองฝั่งที่ M5 วางข้างกัน หน่วยของผลรวมคือจุดราคา (ดอลลาร์ต่อออนซ์) สะสม ไม่ใช่กำไรในบัญชี
| รายการ | B1 เด้งกรอบ | B2 ทะลุกรอบ |
|---|---|---|
| จำนวนไม้ | 10,892 | 10,892 |
| อัตราชนะ | 63.625% | 32.446% |
| ผลรวมก่อนหักต้นทุน | -320.834 | +320.834 |
| ผลรวมหลังหักต้นทุน | -3588.434 | -2946.766 |
แถวที่สามคือแถวที่เล่าเรื่องได้ดีที่สุดในบทนี้ ก่อนหักต้นทุน สองฝั่งได้ -320.834 กับ +320.834 ซึ่งรวมกันเป็นศูนย์พอดี ไม่ใช่ใกล้เคียง แต่เป็นภาพสะท้อนกันเป๊ะ เพราะมันคือสัญญาณเดียวกันที่ตีความกลับทาง สิ่งที่ฝั่งหนึ่งได้คือสิ่งที่อีกฝั่งเสีย ตัวเลขนี้บอกว่าในระดับสัญญาณล้วน ๆ กรอบนี้ไม่ได้มีข้อมูลที่ทำเงินได้ซ่อนอยู่ในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเลย
แล้วอะไรทำให้ทั้งคู่ติดลบพร้อมกัน คำตอบคือต้นทุนต่อไม้ ไม้ทั้งหมด 10,892 ไม้ คูณด้วย 0.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ต่อไม้ ได้ 3,267.6 จุดราคา ซึ่งเป็นค่าผ่านทางที่ทั้งสองฝั่งจ่ายเท่ากันไม่ว่าจะทายถูกหรือผิด เอา -320.834 ลบด้วยค่าผ่านทางก้อนนั้นก็ได้ -3588.434 ตรงกับคอลัมน์ผลสุทธิพอดี ผู้อ่านตรวจเลขตามได้ทุกขั้น
ส่วนคำถามว่าชนะบ่อยแล้วทำไมยังไม่พอ ต้องดูขนาดของไม้ ไม่ใช่จำนวนไม้
ตาราง C — ขนาดไม้ชนะกับไม้แพ้ของฝั่งเด้งกรอบที่ M5 หน่วยเป็นจุดราคา (ดอลลาร์ต่อออนซ์) ต่อไม้ หลังหักต้นทุนแล้ว
| รายการ | ค่า |
|---|---|
| อัตราชนะ | 63.625% |
| ขนาดไม้ชนะเฉลี่ย | 4.851 |
| ขนาดไม้แพ้เฉลี่ย | -9.39 |
| ไม้แพ้ใหญ่กว่าไม้ชนะ | ราว 1.94 เท่า |
นี่คือกลไกทั้งหมดของกับดักอัตราชนะสูง ชนะเล็ก ๆ บ่อยครั้งแล้วแพ้ทีใหญ่กว่าเกือบสองเท่า ผลรวมจึงติดลบได้ทั้งที่ถูกมากกว่าผิดอย่างชัดเจน วิธีอ่านตัวเลขชุดนี้ให้ถูกคือดูอัตราชนะกับขนาดไม้คู่กันเสมอ ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเดี่ยว ๆ แทบไม่มีความหมาย
ข้อสังเกตสุดท้ายคือฝั่งทะลุกรอบมีบุคลิกกลับกันทุกข้อ ชนะแค่ 32.446% ของไม้ แปลว่าผิดประมาณสองในสามครั้ง แต่ตอนถูกได้ก้อนใหญ่กว่า สองฝั่งนี้จึงไม่ได้ต่างกันที่ความแม่น แต่ต่างกันที่รูปร่างของผลลัพธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทนได้ไม่เท่ากัน รายละเอียดเชิงกลไกว่าทำไมถึงกลับด้านกันขนาดนั้น อยู่ในบทต้นทางที่ ผลเทส Bollinger Bands บนทอง
ข้อจำกัดของผลเทสนี้
ตัวเลขทั้งหมดข้างบนมาจากการทดสอบชิ้นเดียว บนสินค้าตัวเดียว ในช่วงเวลาเดียว และใช้เส้นที่คำนวณด้วยสูตรแทนเส้นที่คนลากเอง ข้อจำกัดข้างล่างนี้ไม่ใช่คำถ่อมตัวท้ายบท แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ตัวเลขข้างบนมีความหมายต่างออกไปถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง
ตาราง D — ข้อจำกัดสี่ข้อที่ต้องอ่านคู่กับตาราง A เสมอ
| ข้อจำกัด | แปลว่าอะไรสำหรับคนอ่าน |
|---|---|
| เกณฑ์ที่ล็อกไว้ก่อนรันตัดสินที่ M5 ซึ่งฝั่งทะลุกรอบตก | คอลัมน์ที่เป็นบวกในไทม์เฟรมใหญ่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่เราประกาศไว้เอง จะนับว่าผ่านต้องประกาศกติกาใหม่แล้วเทสใหม่ |
| M30 คือ 1 ช่องจาก 18 ช่อง ที่รัน (3 เวอร์ชัน คูณ 6 ไทม์เฟรม) | ยิ่งเปิดหลายช่อง โอกาสที่จะมีสักช่องดูดีด้วยความบังเอิญยิ่งสูง การหยิบช่องที่ดีที่สุดมาโชว์คือการขุดข้อมูล |
| ด่านสุ่มรันเฉพาะ M5 และที่ M5 ทั้งสองฝั่งแยกจากการมั่วไม่ออก | เรายังไม่รู้เลยว่าผลบวกที่ไทม์เฟรมใหญ่ต่างจากการสุ่มเข้าไม้มั่วหรือไม่ เพราะยังไม่ได้วัด |
| ยังไม่มีข้อมูลนอกกลุ่มทดสอบ และช่วงที่ทดสอบเป็นขาขึ้นใหญ่ | ระบบที่ตามเทรนด์ฝั่งซื้อได้เปรียบโดยธรรมชาติในช่วงแบบนี้ ผลที่เห็นอาจเป็นผลของยุคสมัย ไม่ใช่ของกฎ |
นอกจากสี่ข้อนั้นยังมีข้อจำกัดเชิงขอบเขตอีกสามเรื่องที่ต้องพูดพร้อมกันเสมอ
เรื่องแรกคือ สินค้าตัวเดียว ทั้งหมดนี้วัดบนทองคำ XAUUSD เท่านั้น ทองมีบุคลิกความผันผวนของตัวเอง ผลที่ได้จึงไม่ใช่ข้อสรุปเกี่ยวกับตลาดโดยรวม และไม่ควรถูกยกไปใช้กับสินค้าอื่นโดยไม่เทสใหม่
เรื่องที่สองคือ เส้นที่ใช้เป็นตัวแทน ไม่ใช่ของจริง กรอบ Bollinger ขยับตามความผันผวนทุกแท่ง ส่วนแนวที่คนลากมือเป็นเส้นนิ่งที่อ้างอิงจุดในอดีต สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันในเชิงกลไก เราเลือกใช้ตัวแทนเพราะมันวัดซ้ำได้ ไม่ใช่เพราะมันเหมือน ใครเอาผลนี้ไปสรุปว่า “งานวิจัยบอกว่าแนวรับแนวต้านใช้ไม่ได้” คือสรุปเกินข้อมูลไปไกลมาก สิ่งที่ผลนี้บอกได้จริงมีข้อเดียว คือบนกรอบที่คำนวณด้วยสูตรนี้ การตีความสองทางตรงข้ามกันให้ผลที่หักล้างกันก่อนต้นทุน แล้วทั้งคู่แพ้ต้นทุนที่ไทม์เฟรมที่เราล็อกไว้
เรื่องที่สามคือ ต้นทุน 0.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ต่อไม้เป็นสมมติฐานของโมเดล ไม่ใช่ค่าจริงของผู้ให้บริการรายใด ใครมีต้นทุนต่ำกว่านี้ผลจะดีขึ้น ใครสูงกว่าผลจะแย่ลง และเนื่องจากต้นทุนคือสิ่งที่ตัดสินผลในงานนี้ ความไวต่อสมมติฐานข้อนี้จึงสูงมาก อินดิเคเตอร์ตัวอื่นที่เราเทสด้วยกติกาเดียวกันรวมอยู่ที่ หน้ารวมอินดิเคเตอร์
สรุป ใช้แนวรับแนวต้านยังไงไม่ให้หลอกตัวเอง
- แนวรับแนวต้านคือ ย่านราคา ที่แรงซื้อหรือแรงขายมีแนวโน้มโผล่มา ตามนิยามของ CFTC ไม่ใช่เส้นคมกริบและไม่ใช่กฎ การที่มันหลุดได้จึงเป็นพฤติกรรมปกติของเครื่องมือ ไม่ใช่ความผิดพลาดของคนลาก
- ลากจากจุดที่ราคาเคยกลับตัวจริง ลากเป็นโซน และ เขียนกฎให้จบก่อนดูผล เพราะกราฟย้อนหลังจะใจดีกับทุกสมมติฐานที่เราคิดขึ้นทีหลังเสมอ
- อย่าตัดสินระบบจากอัตราชนะอย่างเดียว ตัวอย่างในบทนี้ชนะ 63.625% แล้วยังติดลบ เพราะไม้แพ้ใหญ่กว่าไม้ชนะราว 1.94 เท่า แล้วยังมีต้นทุนต่อไม้กดซ้ำทุกไม้
- คำถามว่าเด้งหรือทะลุดีกว่ากัน ในข้อมูลของเราที่ไทม์เฟรมที่ล็อกไว้ ไม่มีฝั่งไหนรอด และก่อนต้นทุนทั้งคู่หักล้างกันเป็นศูนย์ ซึ่งแปลว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่การเลือกข้าง แต่อยู่ที่ต้นทุนและขนาดไม้
- ผลข้างบนวัดบนทองตัวเดียว ในช่วงเดียว ด้วยเส้นที่คำนวณจากสูตรแทนเส้นที่คนลากเอง จึง พิสูจน์อะไรเกี่ยวกับแนวที่คุณลากเองไม่ได้ และเราจะไม่อ้างเกินนั้น
- สิ่งที่เอาไปใช้ได้จริงจากบทนี้ไม่ใช่ชุดตัวเลข แต่เป็นวิธีตรวจสอบตัวเอง คือประกาศกติกาก่อน วัดด้วยกติกานั้น นับต้นทุนให้ครบ แล้วรายงานผลตามที่มันออกมา ไม่ว่าจะชอบผลนั้นหรือไม่