Slippage คือส่วนต่างระหว่างราคาที่คุณคาดไว้ตอนกดส่งคำสั่งกับราคาที่คำสั่งถูกจับคู่จริง เกิดได้ทั้งฝั่งที่ดีกว่าและแย่กว่าที่คาด แต่ที่คนเทรดกังวลคือฝั่งแย่กว่า เพราะมันเป็นต้นทุนที่ไม่ได้อยู่ในตารางราคาที่เห็นก่อนกด และมักใหญ่ขึ้นเมื่อสภาพคล่องบางหรือราคาเคลื่อนเร็ว

อัปเดตข้อมูล: ตุลาคม 2026

คนที่เปิดกราฟ MT5 มาสักพักมักเจอเหตุการณ์นี้ กดซื้อตอนราคาโชว์ตัวเลขหนึ่ง แต่ประวัติคำสั่งบอกว่าได้ราคาอีกตัวเลขหนึ่ง บางครั้งดีกว่า บางครั้งแย่กว่า คำค้นที่คนไทยพิมพ์เวลาเจอเรื่องนี้มีทั้ง “slippage คือ” “สลิปเพจ” และ “ราคาไม่ตรงที่กด” บทนี้ตอบเรื่องเหล่านั้นด้วยแหล่งที่เปิดอ่านได้จริง แยกให้ชัดว่าอะไรคือข้อความจากเอกสาร อะไรคือการตีความของทีมงาน แล้วปิดด้วยวิธีตั้งค่า deviation ใน MT5 ตามเอกสารของ MetaQuotes เอง

เรื่องต้นทุนอีกก้อนที่คนมักสับสนกับ slippage คือ spread ซึ่งมีบทแยกต่างหากอยู่แล้ว บทนี้จะไม่เล่าซ้ำ แต่จะชี้ว่าสองอย่างต่างกันตรงไหน

Slippage คืออะไร

ข้อความนิยามที่ Wikipedia ใช้คือ slippage เป็น ส่วนต่างระหว่างต้นทุนธุรกรรมที่ประมาณไว้กับจำนวนที่จ่ายจริง และอธิบายเพิ่มว่าเป็นช่องว่างระหว่างราคาที่ผู้เทรดคาดไว้ (มักเป็นราคาที่ซอฟต์แวร์ซื้อขายแสดง) กับราคาที่คำสั่งได้จริง นิยามนี้กว้างพอจะครอบคลุมทั้งหุ้น ฟิวเจอร์ส คริปโต และ forex

มีข้อสังเกตเรื่องนิยามที่ควรรู้ไว้ก่อน หลายแหล่งในวงการนิยาม slippage ต่างกันเล็กน้อย บางแหล่งนับเฉพาะส่วนที่ทำให้แย่ลง บางแหล่งนับทั้งสองทิศ บทนี้ใช้นิยามจากแหล่งที่ทีมงานเปิดอ่านได้จริง คือ Wikipedia และเอกสารของ MetaQuotes ซึ่งนิยามตรงกันที่แก่น คือ ราคาที่ได้ต่างจากราคาที่คาดไว้

อีกจุดที่ต้องแยกคือ “ราคาที่คาดไว้” ขึ้นกับว่าคุณส่งคำสั่งแบบไหน ถ้าส่งคำสั่งราคาตลาด ราคาที่คาดคือราคาที่เห็นบนหน้าจอตอนกด ถ้าตั้งคำสั่งรอ (pending order) ราคาที่คาดคือราคาที่ตั้งไว้ ซึ่งสองกรณีนี้ slippage ทำงานต่างกัน และจะเห็นในหัวข้อเรื่อง stop กับ limit ด้านล่าง

Slippage เกิดตอนไหน

กลไกพื้นฐานมีสองอย่างที่แหล่งอ้างอิงรองรับ

  1. ราคาเปลี่ยนระหว่างทาง — คำสั่งต้องเดินทางไปถึงผู้ให้บริการและถูกประมวลผล ถ้าราคาขยับในช่วงนั้น ราคาที่ได้ก็ไม่ตรงกับที่เห็นตอนกด เอกสาร MT5 ของ MetaQuotes อธิบายเรื่อง requote ไว้ในแนวนี้ ว่าถ้าระหว่างประมวลผลคำสั่งราคาเปลี่ยนเกินกว่าค่าที่ตั้งไว้ในช่อง Deviation ผู้ให้บริการอาจเสนอราคาใหม่แทน
  2. สภาพคล่องไม่พอรองรับขนาดคำสั่ง — Wikipedia ระบุว่า market impact สภาพคล่อง และต้นทุนเสียดทานอาจทำให้เกิด slippage และเมื่อสภาพคล่องต่ำ slippage “อาจใหญ่มาก” โดยยกตัวอย่างคริปโตที่ซื้อขายบาง สภาพคล่องในความหมายของ Wikipedia คือความสามารถในการซื้อขายสินทรัพย์โดยไม่ทำให้ราคาเปลี่ยนมาก ดังนั้นตลาดที่บางคือตลาดที่คำสั่งหนึ่งชิ้นผลักราคาได้ง่าย

ข่าวแรง ตลาดเปิด และช่องว่างราคา

สถานการณ์ที่เทรดเดอร์ไทยมักเจอคือช่วงข่าวแรงและช่วงตลาดเปิดหลังหยุด ตรงนี้ต้องแยกให้ชัดว่าอะไรมาจากแหล่ง อะไรเป็นข้อสังเกตของทีมงาน

  • จากแหล่ง: ช่องว่างราคา (gap) คือสภาพที่ราคาของเครื่องมือการเงินเปลี่ยนมากโดยแทบไม่มีการซื้อขายคั่นกลาง และ Wikipedia ผูกเรื่อง gap กับช่วงตลาดเปิด ส่วนเรื่อง stop order แหล่งเดียวกันระบุว่าราคาจับคู่ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่หรือใกล้ราคา stop โดยเฉพาะเมื่อคำสั่งถูกส่งเข้าตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว
  • ข้อสังเกตของทีมงาน: ช่วงประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญเป็นตัวอย่างหนึ่งของ “ตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว” บทความ Wikipedia เรื่อง gap ไม่ได้ระบุข่าวเป็นสาเหตุ ดังนั้นการโยงข่าวเข้ากับ slippage ในบทนี้จึงเป็นการอนุมานจากกลไกเดียวกัน ไม่ใช่ข้อความจากเอกสารที่อ้าง

ถ้าอยากรู้ว่าข่าวใหญ่ประกาศกี่โมงเวลาไทย ใช้ปฏิทินในบท ข่าว forex ประกาศกี่โมง เวลาไทย ได้ ส่วนบท stop loss คืออะไร มีการวัดช่องว่างราคาของทองจากข้อมูลจริงของทีมงานอยู่แล้ว บทนี้จึงไม่นำตัวเลขชุดนั้นมาเล่าซ้ำ

Slippage บวกกับลบต่างกันยังไง

คนในวงการมักเรียก slippage ที่ออกมาดีกว่าที่คาดว่า positive slippage และที่แย่กว่าที่คาดว่า negative slippage ศัพท์สองคำนี้เป็นภาษาในวงการ บทนี้ใช้เป็นป้ายอธิบายของทีมงาน ไม่ได้ยกมาจากนิยามของ Wikipedia หรือเอกสาร MT5 ที่อ่าน

ชนิดหมายถึงตัวอย่างเชิงแนวคิด
ฝั่งดีกว่าที่คาด (positive)ราคาที่ได้ดีกว่าราคาที่คาดไว้ส่งคำสั่งซื้อ แล้วได้ราคาซื้อต่ำกว่าที่เห็นตอนกด
ฝั่งแย่กว่าที่คาด (negative)ราคาที่ได้แย่กว่าราคาที่คาดไว้ส่งคำสั่งซื้อ แล้วได้ราคาซื้อสูงกว่าที่เห็นตอนกด

ข้อควรระวังคือ อย่าสรุปว่าเดี๋ยวสองฝั่งก็หักล้างกันเอง ผู้ให้บริการแต่ละรายมีนโยบายจับคู่ต่างกัน และเอกสาร MT5 ที่อ่านไม่ได้ระบุว่าสองฝั่งจะเกิดในสัดส่วนเท่ากัน สิ่งที่ผู้เทรดทำได้คือบันทึกราคาที่คาดกับราคาที่ได้จริงของตัวเองเป็นเวลานานพอ แล้วดูค่าเฉลี่ยด้วยตนเอง

Slippage ต่างจาก spread ยังไง

สองคำนี้ถูกเอามาปนกันบ่อย เพราะทั้งคู่ทำให้ราคาที่ได้จริงไม่ตรงกับราคากลางที่เห็นบนกราฟ แต่ธรรมชาติต่างกัน

หัวข้อSpreadSlippage
คืออะไรส่วนต่างระหว่างราคาที่เสนอสำหรับขายทันที (ask) กับซื้อทันที (bid)ส่วนต่างระหว่างราคาที่คาดไว้กับราคาที่ได้จริง
รู้ล่วงหน้าไหมเห็นบนหน้าจอก่อนกดส่งคำสั่งรู้หลังคำสั่งถูกจับคู่เท่านั้น
เกิดทุกไม้ไหมมีอยู่ทุกไม้ที่เปิดด้วยราคาตลาดอาจเป็นศูนย์ ดีกว่า หรือแย่กว่าที่คาดก็ได้
ทิศทางเป็นต้นทุนเสมอได้ทั้งสองฝั่ง

Wikipedia อธิบายว่าภายใต้เงื่อนไขการแข่งขัน bid-ask spread วัดต้นทุนของการทำธุรกรรมโดยไม่ต้องรอ ส่วน slippage คือความแตกต่างจากสิ่งที่คาดไว้หลังส่งคำสั่งไปแล้ว ผลในทางปฏิบัติคือ ไม้เดียวอาจจ่ายทั้งสองอย่างพร้อมกัน เห็น spread ก่อนกด แล้วเจอ slippage ตอนจับคู่ การนับต้นทุนจริงของระบบเทรดจึงต้องนับทั้งสองก้อน รายละเอียดวิธีคิด spread เป็นเงินและวิธีดู spread ใน MT5 อยู่ในบท Spread คืออะไร ส่วนภาพใหญ่ว่าต้นทุนรวมกินระบบเทรดถี่แค่ไหนอ่านได้ในบท overtrade

Slippage กับ stop loss: ทำไมราคาไม่ตรงจุดที่ตั้ง

นี่คือจุดที่ slippage ทำให้ผู้เทรดเจ็บมากที่สุด และเป็นจุดที่ต้องอ่านข้อความจากเอกสารให้ครบ

Wikipedia นิยาม stop order ว่าเป็นคำสั่งซื้อหรือขายเมื่อราคาของสินทรัพย์ถึงราคาที่กำหนด และ เมื่อถึงราคา stop คำสั่งนั้นจะกลายเป็นคำสั่งราคาตลาด (market order) ซึ่งมีผลตามมาว่าราคาที่จับคู่ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่หรือใกล้ราคา stop โดยเฉพาะเมื่อคำสั่งเข้าสู่ตลาดที่เคลื่อนเร็ว

เอกสาร MT5 ของ MetaQuotes พูดในทิศเดียวกันเกี่ยวกับคำสั่ง stop ในแพลตฟอร์มนี้ว่า ถ้าราคาตลาดวิ่งสวนทาง คำสั่งจะถูกจับคู่พร้อม slippage และเอกสารเดียวกันก็ระบุว่าต่างจากคำสั่ง limit การจับคู่ของคำสั่ง stop ถูกรับประกัน ความหมายที่ต้องแยกให้ชัดคือ

  • สิ่งที่ถูกรับประกันตามเอกสาร: คำสั่ง stop จะถูกจับคู่เมื่อราคาแตะจุดที่ตั้ง
  • สิ่งที่ไม่ได้ถูกรับประกัน: ราคาที่จับคู่ ซึ่งอาจต่างจากจุดที่ตั้ง และส่วนต่างนั้นคือ slippage

ผลต่อการวางแผนความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องตรงไปตรงมา จุด stop loss ที่ตั้งไว้บอก ตำแหน่งที่คำสั่งจะถูกกระตุ้น ไม่ได้บอก ราคาที่จะได้ ความเสียหายต่อไม้ที่เกิดขึ้นจริงจึงเท่ากับระยะถึงจุด stop บวกส่วนต่างที่เกิดตอนจับคู่ ในเรื่องนี้ stop loss ก็เป็นเครื่องมือที่ยังจำเป็น เพียงแต่ต้องเผื่อส่วนต่างนี้ไว้ในแผนด้วย โดยเฉพาะถ้าเปิดหลายไม้พร้อมกันในช่วงตลาดเคลื่อนเร็ว

ตัวอย่างสมมุติ: ต้นทุน slippage บนระบบที่เปิดหลายไม้

ตัวเลขทุกตัวในหัวข้อนี้เป็น ตัวอย่างสมมุติ ใช้ทุนสมมุติ 10,000 บาท เพื่อให้เห็นกลไก ไม่ใช่ค่า slippage จริงของผู้ให้บริการรายใด และไม่ใช่ผลทดสอบของทีมงาน ผู้อ่านต้องแทนค่าด้วยข้อมูลของตัวเองเสมอ

สมมติระบบเปิดหลายไม้ต่อวัน แต่ละไม้ใช้ 2 คำสั่ง คือเปิด 1 และปิด 1 และสมมติว่าวันปกติ slippage เฉลี่ย 2 บาทต่อคำสั่ง ส่วนในเดือนนั้นมี 1 วันที่ข่าวแรงจนคำสั่ง stop ทั้ง 5 ไม้ถูกจับคู่ลื่นไปไม้ละ 30 บาท

รายการ (ตัวอย่างสมมุติ)ค่า
จำนวนไม้ที่เปิดต่อวัน5 ไม้
จำนวนคำสั่งต่อไม้2 คำสั่ง
วันเทรดต่อเดือน20 วัน
จำนวนคำสั่งต่อเดือน200 คำสั่ง
slippage เฉลี่ยวันปกติ (สมมติฐาน)2 บาทต่อคำสั่ง
ต้นทุน slippage วันปกติต่อเดือน400 บาท (4% ของทุน)
วันข่าวแรงที่ stop 5 ไม้ลื่น1 วัน ไม้ละ 30 บาท
ต้นทุนเพิ่มจากวันข่าวแรง150 บาท
ต้นทุน slippage รวมต่อเดือน550 บาท (5.5% ของทุน)

ข้อสังเกตเชิงกลไกจากตัวอย่างนี้ มีสองข้อ ข้อแรก ต้นทุนฝั่งวันปกติเกิดจากจำนวนคำสั่งคูณค่าเฉลี่ย จึงโตตามจำนวนไม้ ระบบที่เปิดหลายไม้ต่อวันจะแบกก้อนนี้หนักกว่าระบบที่เปิดไม้เดียว ข้อสอง วันข่าวแรงวันเดียวเพิ่มต้นทุนได้มากทั้งที่เป็นแค่ 1 วันใน 20 วัน เพราะค่าเฉลี่ยต่อคำสั่งในวันนั้นสูงกว่ามาก และทุกไม้ที่โดน stop พร้อมกันโดนพร้อมกัน

ถ้าอยากคำนวณของตัวเอง ใช้เทมเพลตง่าย ๆ นี้ได้ (เป็นเครื่องมือคิดของเว็บ ไม่ใช่ผลวิจัย)

ขั้นทำอะไร
1จดราคาที่เห็นตอนกด กับราคาที่ได้จริงของทุกคำสั่งในประวัติ
2หาส่วนต่างของแต่ละคำสั่ง แล้วแยกเป็นฝั่งดีกว่า กับฝั่งแย่กว่าที่คาด
3แยกคำสั่งที่เกิดช่วงข่าวแรงหรือตลาดเปิดออกจากคำสั่งช่วงอื่น
4เอาค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มคูณจำนวนคำสั่งต่อเดือน แล้วเทียบกับทุน

ลด slippage ได้ยังไง

ไม่มีวิธีที่กำจัด slippage ได้หมด ทุกวิธีมีข้อแลกเปลี่ยน ตารางนี้เป็นแนวปฏิบัติของทีมงาน ไม่ใช่ผลพิสูจน์ว่าวิธีใดดีที่สุด

แนวปฏิบัติกลไกข้อแลกเปลี่ยน
ใช้คำสั่ง limit แทนคำสั่งราคาตลาดเมื่อเข้าไม้เอกสาร MT5 ระบุว่า limit ถูกจับคู่ที่ราคาเท่ากับที่ระบุหรือดีกว่า ซึ่งจึงไม่เกิด slippage ฝั่งแย่กว่าราคาที่ตั้งWikipedia ระบุว่าคำสั่ง limit อาจไม่ถูกจับคู่เลย จึงอาจพลาดไม้ที่ตั้งใจไว้
เลี่ยงเปิดไม้ใหม่ช่วงข่าวแรงและช่วงตลาดเปิดลดโอกาสส่งคำสั่งเข้าตลาดที่ราคาเคลื่อนเร็วหรือสภาพคล่องบางอาจพลาดจังหวะที่ระบบของคุณตั้งใจเข้า และต้องดูปฏิทินล่วงหน้า
ลดขนาดไม้ลงในช่วงที่สภาพคล่องบางลด market impact ตามที่ Wikipedia ระบุว่าเป็นปัจจัยหนึ่งของ slippageรายได้ต่อไม้ที่ชนะลดลงตามขนาด
เผื่อ slippage ไว้ในแผนความเสี่ยงยอมรับว่าความเสียหายจริงต่อไม้ที่โดน stop อาจมากกว่าระยะถึงจุดที่ตั้งต้องลดขนาดไม้หรือยอมรับกำไรต่อไม้ที่ต่ำลง
ตรวจประวัติคำสั่งของตัวเองเป็นประจำเห็นว่า slippage เกิดช่วงไหนและขนาดเท่าไร แล้วปรับแผนต้องใช้เวลาจดและสรุปข้อมูล

ข้อสุดท้ายในตารางสำคัญกว่าที่ดูเหมือน เพราะ slippage เป็นสิ่งที่วัดได้จากบัญชีของตัวเองเท่านั้น ตัวเลขเฉลี่ยของคนอื่นหรือของผู้ให้บริการรายอื่นบอกอะไรไม่ได้มากนักเกี่ยวกับสิ่งที่คุณจะเจอ

อีกเรื่องที่ควรรู้ คือคำสั่งที่ถูกต้องไม่ได้แปลว่าถูกจับคู่ เอกสาร MQL5 ของ MetaQuotes ระบุว่าสำหรับคำสั่งตลาด ผลสำเร็จของฟังก์ชัน OrderSend() ไม่ได้แปลว่าคำสั่งถูกจับคู่แล้ว ผู้ที่เขียน EA จึงต้องเช็กผลการจับคู่จริงแยกต่างหาก ไม่ใช่ดูแค่ว่าส่งคำสั่งออกไปได้

ตั้ง deviation ใน MT5 ยังไง

ตรงนี้ใช้ข้อความจากเอกสารทางการของ MetaQuotes ทั้งหมด

เอกสาร MetaTrader 5 Help นิยาม Deviation ว่าเป็นส่วนต่างระหว่างราคาที่คำสั่งถูกจับคู่กับราคาที่ผู้เทรดตกลงระบุไว้ และอธิบายว่าถ้าระหว่างประมวลผลคำสั่งราคาเปลี่ยนเกินกว่าค่าในช่อง Deviation ผู้ให้บริการอาจปฏิเสธคำสั่งแล้วเสนอราคาใหม่ (requote) ให้ผู้เทรดตัดสินใจรับหรือไม่รับ เอกสารเดียวกันระบุว่าค่ายิ่งมาก ยิ่งมีโอกาสน้อยที่จะได้รับราคาใหม่

เอกสาร MQL5 Reference ซึ่งเป็นภาษาเขียน EA ระบุว่าฟิลด์ deviation ในโครงสร้าง MqlTradeRequest คือส่วนเบี่ยงเบนราคาสูงสุด โดยระบุเป็นจุด (points)

ข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนไปตั้งค่า

  • ค่ามาก = คำสั่งผ่านง่ายขึ้น แต่ยอมรับราคาที่ห่างจากที่เห็นได้มากขึ้น นี่คือข้อแลกเปลี่ยนโดยตรง ไม่มีค่าที่ดีสำหรับทุกคน ต้องตั้งจากแผนและจากต้นทุนต่อไม้ที่รับได้
  • หน้า Help ที่อ่านพูดถึง Deviation เฉพาะหัวข้อโหมด Instant Execution ส่วนโหมด Market Execution เอกสารบอกว่าโบรกเกอร์ตัดสินราคาจับคู่เองโดยไม่ต้องหารือเพิ่ม และการส่งคำสั่งหมายถึงการยินยอมล่วงหน้าให้จับคู่ที่ราคานั้น หน้าดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึง Deviation ในหัวข้อนั้น โหมดที่ใช้ได้ขึ้นกับชนิดบัญชีและสัญลักษณ์ที่คุณเทรด ให้เช็กในรายละเอียดสัญลักษณ์ของ MT5 ของตัวเอง
  • ถ้าใช้ EA ค่า deviation มักถูกกำหนดในโค้ดหรืออินพุตของ EA ตามฟิลด์ที่ระบุในเอกสาร MQL5 ข้างต้น ให้อ่านว่า EA ของคุณตั้งไว้เท่าไรก่อนปล่อยรันจริง

หลักการเลือกค่าที่ทีมงานใช้ เป็นแนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎพิสูจน์แล้ว คือ เริ่มจากถามว่าคุณยอมรับต้นทุนเพิ่มต่อไม้ได้แค่ไหนตามแผน แล้วค่อยตั้ง deviation ให้สอดคล้องกัน จากนั้นดูสถิติคำสั่งที่ถูกปฏิเสธ (requote) กับส่วนต่างที่ได้จริงในประวัติ แล้วค่อยปรับ ถ้ากำลังเทสระบบด้วย Strategy Tester ให้ตรวจด้วยว่าการตั้งค่าเทสนับต้นทุนเหล่านี้หรือยัง ดูขั้นตอนเตรียมการเทสในบท วิธี backtest EA ใน MT5 ประกอบ

ข้อจำกัดของแหล่งข้อมูลและนิยามในบทนี้

  • นิยามต่างกันเล็กน้อยตามแหล่ง บทนี้ใช้นิยามจาก Wikipedia และเอกสาร MetaQuotes ที่เปิดอ่านได้จริงเท่านั้น
  • Wikipedia ไม่ใช่เอกสารของหน่วยงานกำกับดูแล และบทความ gap ยังมีป้ายระบุว่าต้องการแหล่งอ้างอิงเพิ่ม ใช้เป็นนิยามกลางเท่านั้น
  • บทนี้ไม่อ้างเอกสารเตือนของหน่วยงานกำกับดูแลเรื่อง slippage เพราะหน้าของหน่วยงานที่ทีมงานพยายามเปิดอ่านในรอบเตรียมบทนี้ยืนยันข้อความไม่ได้ จึงไม่นำมาใช้
  • เอกสาร MT5 ที่อ่านอธิบายกลไกของแพลตฟอร์ม ไม่ได้วัดว่า slippage ในตลาดจริงใหญ่แค่ไหน และไม่ได้บอกพฤติกรรมของผู้ให้บริการรายใด
  • ตัวอย่างต้นทุนเป็นตัวอย่างสมมุติ ค่าทุกตัวต้องแทนด้วยข้อมูลของตัวเอง
  • ความเชื่อมโยงระหว่างข่าวแรงกับ slippage เป็นข้อสังเกตของทีมงานจากกลไกที่เอกสารอธิบาย ไม่ใช่ผลวัดโดยตรง
  • แนวปฏิบัติการลด slippage เป็นแนวปฏิบัติพร้อมข้อแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ผลพิสูจน์ว่าวิธีใดได้ผลที่สุด

สรุป

  • Slippage คือส่วนต่างระหว่างราคาที่คาดกับราคาที่ได้จริง รู้ได้หลังจับคู่ ต่างจาก spread ที่เห็นก่อนกด และทั้งสองเป็นต้นทุนคนละก้อนที่บวกกันได้
  • คำสั่ง stop ถูกจับคู่เมื่อแตะจุดที่ตั้ง แต่ราคาที่ได้ไม่ถูกรับประกัน จึงต้องเผื่อ slippage ไว้ในแผนความเสี่ยงของแต่ละไม้ โดยเฉพาะระบบที่เปิดหลายไม้
  • ลดได้แต่ไม่หมด คำสั่ง limit ไม่เกิด slippage ฝั่งแย่กว่าราคาที่ตั้ง แต่แลกด้วยโอกาสที่ไม่ถูกจับคู่เลย และ deviation ใน MT5 คือขอบเขตที่ต้องเลือกจากแผนของตัวเอง

อ่านต่อเรื่องต้นทุนอีกก้อนได้ในบท Spread คืออะไร เรื่องการวางจุดหยุดขาดทุนในบท stop loss คืออะไร และเรื่องเวลาข่าวสำคัญในบท ปฏิทินข่าว forex เวลาไทย