เช้าวันที่ 4 ก.ย. 2026 บิทคอยน์บวก 4.7% ในวันเดียว กลับขึ้นไปยืนที่ $80,930 ไทม์ไลน์ก็เต็มไปด้วยคำถามชุดเดิมภายในไม่กี่ชั่วโมง — alt season มาหรือยัง ตกรถหรือเปล่า รอบนี้ซื้อตัวไหนดี
เราจะไม่ตอบด้วยชื่อเหรียญ เพราะพอลากข้อมูลขึ้นโต๊ะชันสูตรแล้ว “เหรียญไหนพุ่งแรงสุด” กลายเป็นคำถามผิดข้อ
ของที่ใช้ในบทนี้คือข้อมูลรายสัปดาห์ ม.ค. 2023 ถึง 2 ก.ย. 2026 รวม 192 สัปดาห์ บวกตารางรอบขาขึ้นย้อนหลัง 3 รอบ ทุกตัวเลขมาจากชุดนี้กับราคาสาธารณะ ณ วันที่เขียน ใครอยากตรวจซ้ำก็เปิดดูเองได้
ชั้นแรก: 3 รอบที่ผ่านมา ผู้นำไม่เคยซ้ำหน้า
วิธีวัดที่แฟร์ที่สุดไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ดิบ แต่ดูว่า “วิ่งได้กี่เท่าของบิทคอยน์” ในกรอบเวลาเดียวกัน
| รอบขาขึ้น | BTC | ผู้นำของรอบ | ETH | SOL | XRP |
|---|---|---|---|---|---|
| มี.ค. 2020 → พ.ย. 2021 | +1,110% | DOGE 13.3× · BNB 4.94× | 2.96× | — | 0.67× |
| พ.ย. 2022 → มี.ค. 2024 | +363% | SOL 2.99× | 0.78× | 2.99× | 0.41× |
| ส.ค. 2024 → ต.ค. 2025 | +131% | SUI 2.94× · XRP 2.65× | 0.84× | 0.78× | 2.65× |

อย่างแรก ไม่มีเหรียญไหนเป็นผู้นำสองรอบติดกันเลย DOGE นำรอบ 2021 แล้วหายไปจากอันดับ SOL นำรอบถัดมาที่ 2.99 เท่า แต่รอบล่าสุดวิ่งได้แค่ 0.78 เท่า คือแพ้การถือบิทคอยน์เฉย ๆ ส่วน XRP ที่ล้าหลังสองรอบแรก (0.67 และ 0.41 เท่า) กลับมานำรอบล่าสุดที่ 2.65 เท่า
ต้องกำกับให้ชัดว่า นี่คือข้อสังเกตจากตัวอย่างแค่ 3 รอบ ไม่ใช่กฎ ไม่ใช่ pattern ที่พิสูจน์แล้ว สามจุดข้อมูลบอกอะไรแทบไม่ได้ในเชิงสถิติ แต่มันพอจะฆ่าความมั่นใจของประโยคที่ว่า “รอบนี้ต้องเป็นตัวนี้แน่นอน” ได้อยู่ เพราะทุกรอบที่ผ่านมาคนก็พูดประโยคเดียวกันด้วยชื่อคนละชื่อ
อย่างที่สอง ขาขึ้นแต่ละรอบเตี้ยลง จาก +1,110% เหลือ +363% แล้วเหลือ +131% สมมติฐานแบบ “รอบหน้าคูณสิบ” จึงควรถูกลดน้ำหนักตั้งแต่ต้น
แล้วยังมีกับดัก survivorship อีกชั้น ชื่อในตารางคือชื่อที่รอดมาเล่าเรื่องได้ เหรียญที่เคยถูกเชียร์หนักพอกันแล้วตายไปไม่มีอยู่ในนี้ เราจึงเห็นแต่ตั๋วที่ถูกรางวัล ไม่ได้เห็นกองตั๋วที่ทิ้งไปแล้ว และชื่อที่ชนะรอบก่อนมักเป็นชื่อที่ “ใช้ event ไปแล้ว” — XRP วิ่งเพราะเหตุการณ์เฉพาะตัวของมัน SUI วิ่งเพราะเป็นเรื่องใหม่ของรอบนั้น เชื้อเพลิงที่จุดไปแล้วไม่จุดซ้ำในราคาปัจจุบัน
รอบนี้ข้อมูลบอกว่า alt ยังไม่ตาม ตอน rally ช่วง ก.พ. → พ.ค. 2026 ที่บิทคอยน์ +31% มี alt 8 จาก 9 ตัวที่เราตามวิ่งได้ไม่เกิน 1.04 เท่าของบิทคอยน์ ส่วน 90 วันล่าสุด (6 มิ.ย. → 2 ก.ย.) ภาพต่างไปนิดหน่อย บิทคอยน์ +21.1% ขณะที่ SOL +45.8% และ ETH +35.1% ส่วน XRP +15.6% ยังแพ้บิทคอยน์ สองช่วงนี้ให้คำตอบคนละแบบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกรอบเวลาสั้น เราเลยไปวัดสิ่งที่นิ่งกว่าแทน
ชั้นสอง: สิ่งที่วัดได้จริงคือ beta ไม่ใช่ชื่อ
เราใช้ผลตอบแทนรายสัปดาห์ 192 สัปดาห์ แล้วแยกเป็นสองฝั่ง — สัปดาห์ที่บิทคอยน์ขึ้น กับสัปดาห์ที่บิทคอยน์ลง
| เหรียญ | beta | up-capture | down-capture | corr |
|---|---|---|---|---|
| SOL | 1.45 | 1.53 | 1.54 | 0.73 |
| ETH | 1.06 | 0.98 | 1.20 | 0.79 |
| XRP | 1.00 | 0.96 | 0.99 | 0.59 |
| HYPE (n=60) | 0.95 | 1.07 | 0.42 | 0.47 |
| LIT (n=35) | 0.82 | 0.69 | 0.22 | 0.35 |
| ASTER (n=47) | 0.44 | −0.29 | 0.37 | 0.31 |

วิธีอ่าน: up-capture 1.53 ของ SOL แปลว่าในสัปดาห์ที่บิทคอยน์ขึ้น SOL ขึ้นเฉลี่ย 1.53 เท่าของบิทคอยน์ ส่วน down-capture 1.54 คือสัปดาห์ที่บิทคอยน์ลง SOL ลงเฉลี่ย 1.54 เท่าเช่นกัน
SOL คือคำตอบของคำถามที่ว่า “ถ้าขาขึ้นจริง ตัวไหนวิ่งแรงสุด” และเป็นคำตอบของ “ถ้าไม่ใช่ขาขึ้น ตัวไหนเจ็บสุด” พร้อมกันด้วย สองช่องนี้เกือบเท่ากันเป๊ะ ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
กลไกเบื้องหลังไม่มีอะไรลึกลับ เหรียญที่ตลาดเล็กกว่าบิทคอยน์มาก มีเลเวอเรจในระบบหนักกว่า และมีสภาพคล่องบางกว่า จะขยับแรงกว่า ทั้งสองทาง เสมอ เงินก้อนเท่ากันดันราคาได้มากกว่าตอนขาขึ้น และแรงขายก้อนเท่ากันก็ทุบได้ลึกกว่าตอนขาลง beta ไม่ใช่พรที่แจกเฉพาะขาขึ้น มันคือสัญญาที่มีสองหน้าเสมอ
จุดที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือ ETH แพ้สองทาง ขึ้นได้ 0.98 เท่า คือไม่ทันบิทคอยน์ด้วยซ้ำ แต่ลง 1.20 เท่า คือแรงกว่า แล้ว corr 0.79 ยังสูงสุดในตาราง แปลว่ามันเดินตามบิทคอยน์แน่นที่สุดในกลุ่มด้วย
ส่วน XRP มี up-capture 0.96 กับ down-capture 0.99 แทบเท่ากับหนึ่งทั้งคู่ และ corr แค่ 0.59 ต่ำกว่า ETH กับ SOL ชัดเจน ภาพนี้ไม่ใช่เหรียญ beta ขาขึ้น แต่คือ event coin — มันขยับเพราะข่าวของตัวเอง ไม่ใช่เพราะรอบตลาด การถือ XRP เพื่อเล่นรอบขาขึ้นของบิทคอยน์จึงเป็นการหยิบผิดเครื่องมือตั้งแต่แรก
ชั้นสาม: ถ่วงด้วยความน่าจะเป็น แล้วลำดับพลิกทั้งกระดาน
ตารางข้างบนตอบคำถามในโลกที่ขาขึ้นเป็นเรื่องจริงแน่นอนแล้ว ซึ่งไม่ใช่โลกที่เราอยู่ คำถามต่อคือความน่าจะเป็นที่รอบขาขึ้นใหญ่กำลังเริ่มจริง ๆ อยู่ที่เท่าไหร่
เราให้ประมาณ 0.4 เป็นตัวเลขเชิงตัดสินใจของเราเอง ไม่ใช่ผลจากโมเดล ใครไม่เห็นด้วยก็ปรับเป็นเลขของตัวเองได้ แต่เหตุผลที่ยังไม่ให้เกินครึ่งมีสี่ข้อ
หนึ่ง — เงินสดในระบบยังไม่กลับ stablecoin supply อยู่ที่ $307B ลดลง 4.5% จากยอด $322B เมื่อ พ.ค. 2026 ขาขึ้นใหญ่ที่ไม่มีเงินสดไหลเข้ามาเติมเป็นเรื่องที่เกิดยาก
สอง — ทิศทางดอกเบี้ยไม่เข้าข้าง Fed อยู่ที่ 3.50-3.75% และตลาดให้โอกาส ขึ้น ดอกเบี้ยในการประชุม 16 ก.ย. ราว 60% ซึ่งเป็นคนละบรรยากาศกับรอบขาขึ้นก่อน ๆ ที่เกิดตอนเงินถูก
สาม — ฝั่งเงินไหลยังสองจิตสองใจ ETF บิทคอยน์เดือน ส.ค. เป็นบวก +$3.5B แต่วันที่ 1 ก.ย. กลับเป็นลบ −$236M ส่วนฝั่ง SOL ETF เข้าบวกติดกัน 7 สัปดาห์รวม +$1.35B ซึ่งชี้คนละทาง และเราเคยชำแหละไว้แล้วว่า ตัวเลข ETF flow ใช้ทำนายเดือนถัดไปแทบไม่ได้ เพราะฉะนั้นอ่านมันเป็นสภาพแวดล้อม อย่าอ่านเป็นสัญญาณเข้าออก
สี่ — มาตรวัดกลาง ๆ ยังไม่สุดขั้ว MVRV อยู่ที่ 1.46 perp funding ของบิทคอยน์ราว 11% ต่อปี ขณะที่ SOL ราว 3% ไม่ใช่โซนร้อนแรงจนน่ากลัว แต่ก็ไม่ใช่โซนที่ของถูกจนน่าไล่ซื้อ
พอเอา 0.4 ไปถ่วงกับตาราง capture ผลที่ออกมากลับหัวจากที่คนคาด ในโลกที่ขาขึ้นเป็นจริง (น้ำหนัก 0.4) อันดับความแรงคือ SOL > ETH ≈ XRP > BTC แต่ในโลกที่ขาขึ้นไม่เกิด (น้ำหนัก 0.6) ตัวที่ down-capture สูงจะเสียหายหนักกว่า พอรวมสองฝั่ง ลำดับ EV กลายเป็น BTC > SOL > ETH > XRP
เคสที่ชัดที่สุดคือ ETH ฝั่งชนะมันไม่ได้ให้อะไรเพิ่ม (0.98 เท่า คือแพ้บิทคอยน์นิดหน่อยด้วยซ้ำ) แต่ฝั่งแพ้มันลงแรงกว่าบิทคอยน์ 20% ของที่มีหน้าเสียใหญ่กว่าหน้าได้ ต่อให้ความน่าจะเป็นเข้าข้าง EV ก็ยังไม่ขึ้นมานำอยู่ดี
และมีอีกประเด็นที่คนคิดข้ามบ่อยมาก ถ้าพอร์ตถือบิทคอยน์อยู่แล้ว การเพิ่ม ETH หรือ SOL ที่ corr 0.73-0.79 ไม่ใช่การกระจายความเสี่ยง มันคือการเพิ่มน้ำหนักของ factor เดิมด้วยตัวที่มี beta สูงกว่า เวลาตลาดพัง ของสามชิ้นนี้ลงพร้อมกันหมด แล้วชิ้นที่ beta สูงกว่าลงแรงกว่า
ชั้นสี่: จังหวะ — ทำไม ก.ย. เป็นเดือนของการรอ
สมมติว่าตกลงกันแล้วว่าจะเพิ่ม alt ในที่สุด คำถามถัดไปคือ “ตอนนี้ใช่จังหวะไหม” ซึ่งวัดได้เหมือนกัน วิธีวัดคือดู ratio ของเหรียญนั้นหารด้วยบิทคอยน์ แล้วเทียบกับประวัติ 200 วันของตัวมันเองว่าอยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์เท่าไหร่
| เหรียญ | percentile ของ ratio ต่อ BTC |
|---|---|
| LIT | 98 |
| SOL | 96 |
| HYPE | 90 |
| ETH | 87 |
| ASTER | 38 |
| XRP | 26 |
ETH กับ SOL แพงที่สุดเทียบบิทคอยน์ในรอบปี นี่คือจุดเข้าที่แย่ที่สุดของปีสำหรับคนที่จะซื้อ alt เพราะเชื่อว่าบิทคอยน์กำลังจะขึ้น ถ้าความเชื่อนั้นถูก การถือบิทคอยน์ไว้ก่อนแล้วค่อยสลับตอน ratio เย็นลงก็ยังทำงานได้ แต่ถ้าความเชื่อนั้นผิด คนที่ซื้อที่เปอร์เซ็นไทล์ 96 จะเจ็บสองต่อ
ถัดมาคือตำแหน่งของเราในรอบ halving ซึ่งต้องกำกับหนักว่า n=3 เท่านั้น halving ถัดไปประมาณ มี.ค.-เม.ย. 2028 แปลว่าตอนนี้เราอยู่ราว 565-590 วันก่อน halving ขณะที่ก้นของ 3 รอบก่อนอยู่ที่ 513-542 วันก่อน halving (14 ม.ค. 2015 / 15 ธ.ค. 2018 / 21 พ.ย. 2022) และจากจุดที่ห่างราว 575 วัน ราคายังลงต่ออีก −19% ถึง −55% ในทุกรอบ
ถ้าจับเวลาตามแพทเทิร์นนั้นตรง ๆ โซนก้นของรอบนี้ตกราว ต้น ต.ค. ถึงปลาย พ.ย. 2026 ส่วนยอดของรอบถัดไป — ซึ่งทั้ง 3 รอบก่อนมาที่ 17-18 เดือนหลัง halving รวมถึงปี 2025 ที่ตรงด้วย — ตกราว ก.ย.-ต.ค. 2029 ย้ำอีกครั้งว่านี่คือการอ่านจากสามรอบ ห้ามเอาไปใช้เป็นปฏิทินที่แน่นอน
และมีข้อมูลที่ขัดกับแพทเทิร์นนี้ ซึ่งเราจะไม่ซ่อนมัน max drawdown ของรอบนี้อยู่ที่ −53% ตื้นกว่าทุกรอบก่อนหน้าอย่างมีนัย (−93% / −86% / −84% / −77%) ตลาดที่ไม่เคยลงลึกเท่าเดิมอาจแปลว่าโครงสร้างผู้ถือเปลี่ยนไปแล้ว และแพทเทิร์นเวลาแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้ ทั้งสองความเป็นไปได้อยู่บนโต๊ะพร้อมกัน
สุดท้ายคือสัญญาณยอดฮิตที่คนใช้ยืนยันว่าขาขึ้นกลับมาแล้ว คือการยืนเหนือ EMA200 ในกราฟ 4 ชั่วโมง เราเทสย้อนหลัง 2017-2026 รวม 19,811 แท่ง เจาะเฉพาะเคสที่เบรคขึ้นตอนราคายังต่ำกว่า ATH เกิน 25% ผลคือหลังเบรค ราคาไปทำ low ใหม่ภายใน 120 วัน 48% ของครั้ง เทียบกับเส้นฐานสุ่มที่ 55% ค่า p อยู่ที่ 0.15-0.47 คือไม่มีนัยสำคัญ เฉพาะปี 2026 ปีเดียวมันพังมาแล้ว 4 ครั้ง (ม.ค. / มี.ค. สองครั้ง / เม.ย.) ตอนนี้ราคายืนเหนือเส้นมาราว 17 วัน
รวมสามเรื่อง — ratio แพงสุดของปี ตำแหน่งในรอบ halving ที่ยังไม่ถึงโซนก้นตามแพทเทิร์น และสัญญาณยืนยันที่ไม่มีนัยทางสถิติ — เดือน ก.ย. หน้าตาเหมือนเดือนของการ รอและเตรียมเงื่อนไข มากกว่าเดือนของการไล่ราคา แนวเดียวกับที่เราเคยได้จาก การเทียบระหว่างรอย่อกับลงเงินก้อนเดียว คือการบริหารหน้าตักมีน้ำหนักกว่าการทายชื่อผู้ชนะเยอะ
แผน: เขียนเงื่อนไขตอนที่ยังไม่มีอารมณ์
หลักการมีข้อเดียวคือ เขียนไว้ก่อน แล้วห้ามแก้ตอนตลาดขยับ ถ้าแก้เมื่อไหร่ แปลว่ามันไม่ใช่แผน มันคืออารมณ์ที่ใส่ตารางให้ดูเป็นระบบ
สัญญาณเตือนว่าสมมติฐานขาขึ้นเริ่มมีปัญหา — บิทคอยน์ปิดสัปดาห์ต่ำกว่า $68k · dominance เกิน 63% พร้อมกับบิทคอยน์แบนหรือลง · stablecoin supply ต่ำกว่า $300B · ETF ติดลบสุทธิทั้งเดือน · Fed ขึ้นดอกเบี้ย 16 ก.ย. แล้วบิทคอยน์ไม่กลับขึ้นเหนือ $77.8k ภายใน 10 วันทำการ
เส้นที่ถือว่าสมมติฐานตายจริง — หลุด $57,800 ซึ่งเป็น low ก่อนการ cross รอบนี้ แล้วไม่กลับขึ้นมาภายในต้นปี 2027 ข้อควรระวังคือถ้าใครเชื่อแพทเทิร์น halving การลงไปโซน $55-65k ในช่วง ต.ค.-พ.ย. คือจุดซื้อตามแผน ไม่ใช่สัญญาณตาย สองอย่างนี้ต่างกันที่ “หลุดแล้วกลับได้ไหม” ไม่ใช่ต่างกันที่ตัวเลข
เงื่อนไข upgrade ที่จะทำให้เราขยับความน่าจะเป็นขึ้นเกิน 0.6 — dominance ต่ำกว่า 55% พร้อมกับ stablecoin supply ทำจุดสูงสุดใหม่ และ STH-MVRV (MVRV เฉพาะผู้ถือระยะสั้น) เกิน 1.2 ต้องครบทั้งสามข้อ ไม่ใช่หยิบข้อที่ถูกใจมาข้อเดียว
checklist หลังการประชุม 16 ก.ย. ก่อนเพิ่ม alt — (ก) Fed คงดอกหรือขึ้นดอกแล้วบิทคอยน์ยังยืนเหนือ $77.8k ได้ 5 วัน (ข) dominance รายสัปดาห์ต่ำกว่า 57% (ค) stablecoin supply ไม่ทำ low ใหม่ต่ำกว่า $300B ครบทั้งสามข้อจึงเปิดได้ ไม่เกิน 1 ใน 3 ของงบที่ตั้งใจไว้ ส่วนที่เหลือรอให้ ratio ของ ETH และ SOL ต่อบิทคอยน์เย็นลงต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ 50 ก่อน
ทั้งหมดนี้ตรวจเองได้ฟรี dominance กับ ratio ดูจากเว็บกราฟทั่วไป stablecoin supply ดูจากเว็บข้อมูล DeFi สาธารณะ ส่วน ETF flow ดูจาก tracker สาธารณะ ไม่มีอะไรที่ต้องซื้อข้อมูลหรือรอให้ใครมาบอกทีหลัง
และของที่คนลืมมากที่สุดคือ แผนขาย ต้องเขียนตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าเชื่อแพทเทิร์นเวลาว่ายอดรอบหน้าอยู่ราว ก.ย.-ต.ค. 2029 ก็เขียนไว้เลยว่าจะทยอยขายเป็นขั้นบันไดกี่ขั้น เริ่มขั้นแรกเมื่อไหร่ ขั้นละกี่เปอร์เซ็นต์ของของที่ถือ คนที่รอไปคิดตอนราคาขึ้นไปแล้วจะไม่มีวันขาย เพราะทุกครั้งที่ขึ้นมันจะมีเหตุผลใหม่ให้ถือต่อเสมอ วิธีเดียวกับที่เราใช้ใน การทยอยซื้อด้วยเกณฑ์ MVRV คือกติกาต้องถูกเขียนก่อนที่จะมีเงินเดิมพันวางอยู่บนโต๊ะ
กล่องข้าง: ทำไม perp-DEX token ไม่อยู่ในลิสต์
HYPE, ASTER, LIT เป็นชื่อที่ถูกถามมาบ่อยในรอบนี้ เราเลยวัดด้วยไม้บรรทัดอันเดียวกัน แล้วคำตอบคือ มันไม่ใช่ของสำหรับเล่นขาขึ้นของบิทคอยน์
ดูจากตาราง capture ก็เห็นแล้ว HYPE up-capture 1.07 · LIT 0.69 · ASTER −0.29 ไม่มีตัวไหนให้ beta ขาขึ้นแบบที่คนคาดหวัง ส่วน corr กับบิทคอยน์ก็ต่ำทั้งกลุ่ม (0.31-0.47) แปลว่ามันเดินตามเรื่องของตัวเองมากกว่าเดินตามตลาด ถ้าจะถือต้องถือเพราะเชื่อในธุรกิจของมัน ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าบิทคอยน์จะขึ้น ฝั่งพื้นฐานก็ไม่มีตัวไหนโดดออกมา อัตราส่วนรายได้จริงต่อ FDV ของทั้งสามตัวอยู่ราว 0.8-1.1% ใกล้เคียงกันหมด
แล้วแต่ละตัวมีเรื่องเฉพาะของมัน HYPE มีการปลดล็อกมูลค่าราว $797M ในวันที่ 6 ก.ย. 2026 ซึ่งเท่ากับราว 4.4% ของ float ที่หมุนเวียนอยู่ หรือเทียบเป็นแรงซื้อคืนราว 13 เดือนที่ปล่อยออกมาในวันเดียว และยังมี supply อีก 46.6% รอปลดต่อ อันนี้เราจัดเป็น WATCH ไม่ใช่ NO คือไปดูค่าธรรมเนียมกับ OI ในช่วง 30 วันหลังปลดล็อกว่าธุรกิจยังโตจริงไหม ส่วน ASTER มีประเด็นเชิงข้อมูลคือ DefiLlama เคยถอดวอลุ่มของมันออกจากการนับด้วยเหตุผลเรื่องคุณภาพข้อมูล (อัตราส่วนวอลุ่มต่อ TVL เกิน 70 ต่อ 1) ซึ่งไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าใครทำอะไรผิด แต่แปลว่าเราไม่มีตัวเลขที่ตรวจซ้ำได้ มันเลยไม่ผ่านเกณฑ์ข้อมูลของเราตั้งแต่ต้นทาง ส่วน LIT ที่ +89% ในเดือน ส.ค. เกือบทั้งหมดมาจากการเข้าลิสต์ Upbit เมื่อ 24 ส.ค. ซึ่งเป็น event ที่จุดไปแล้ว บวกกับ insider cliff 30 ธ.ค. 2026 และ ratio ที่ percentile 98
ข้อสุดท้ายที่ใช้กับทั้งกลุ่ม — ตลาดแบบนี้มีแนวโน้ม winner-take-most การถือมากกว่าหนึ่งตัวในกลุ่มเดียวกันคือการเดิมพันสวนตัวเอง
สรุป: alpha รอบนี้ไม่ได้อยู่ที่การเลือกเหรียญ
ย่อทั้งบทเหลือประโยคเดียว: การเลือกชื่อเหรียญคือส่วนที่ควบคุมไม่ได้ ส่วนจังหวะเข้ากับวินัยขายคือส่วนที่ควบคุมได้ และข้อมูลบอกว่าส่วนที่ควบคุมได้มีน้ำหนักมากกว่ามาก
สามรอบที่ผ่านมาผู้นำไม่เคยซ้ำ (n=3) ใครที่บอกว่ารู้ชื่อผู้ชนะของรอบหน้าแล้วจึงกำลังอ้างสิ่งที่ข้อมูลไม่มีให้ ส่วนสิ่งที่ข้อมูลมีให้คือ SOL วิ่งแรงและร่วงแรงพอ ๆ กัน ETH แพ้สองทางในสามปีกว่าที่ผ่านมา XRP เดินตามข่าวไม่ใช่ตามรอบ และเมื่อถ่วงด้วยความน่าจะเป็นราว 0.4 บิทคอยน์ยังนำในเชิง EV
ตอนนี้ ratio ของ ETH กับ SOL ต่อบิทคอยน์อยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์ 87 และ 96 ตำแหน่งในรอบ halving ยังไม่ถึงโซนที่สามรอบก่อนทำก้น และเงินสดในระบบยังหดตัว งานของเดือนนี้จึงเป็นงานเขียนเงื่อนไข ไม่ใช่งานกดซื้อ ครบเงื่อนไขค่อยเข้า ไม่ครบก็ไม่ต้องเข้า ใครอยากอ่านต่อว่ารอบเด้งครั้งก่อนเกิดจากอะไร เราแยกไว้ที่ เหตุผลเบื้องหลังการเด้งของบิทคอยน์เดือน ส.ค. และถ้าเจอกราฟที่อ้าง track record สวย ๆ ระหว่างทาง วิธีตรวจอยู่ใน เรื่องของ track record ที่ปั้นย้อนหลัง
ข้อสุดท้าย — สถิติทั้งหมดในบทนี้เป็นสถิติ เชิงพรรณนา จากตัวอย่างจำกัด รอบขาขึ้นมีแค่ 3 รอบ ข้อมูลรายสัปดาห์มี 192 สัปดาห์ และบางเหรียญมีข้อมูลแค่ 35-60 สัปดาห์ ไม่มีอะไรในนี้เป็นข้อพิสูจน์ทางสถิติหรือคำทำนายราคา มันเป็นแค่การวัดสิ่งที่วัดได้ แทนที่จะเดาสิ่งที่เดาไม่ได้
บทความนี้เขียนเพื่อการศึกษาและเผยแพร่ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ไม่ได้ชี้นำให้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ใด การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรตัดสินใจด้วยตนเอง