ลองนึกภาพว่ามีคนเอาผลเทรดมาให้คุณดู แล้วบอกว่า “ระบบนี้ชนะ 55.6% ของไม้” อีกเวอร์ชันหนึ่งชนะถึง 61.4% — ชนะ 6 ไม้จาก 10 ไม้

ถ้าไม่ถามอะไรต่อ คนส่วนใหญ่จะเชื่อทันทีว่านี่คือระบบที่ใช้ได้ เพราะตัวเลขนี้คือตัวเลขเดียวที่คอนเทนต์สอนเทรดเอามาโชว์กันมากที่สุด

ความจริงคือระบบที่ชนะ 55.6% ตัวนั้น ขาดทุนสุทธิ 5,733 USD/oz ตลอด 6 ปีครึ่ง และติดลบทุกปีไม่มียกเว้น ส่วนตัวที่ชนะ 61.4% ขาดทุน 3,495

และเมื่อเราเอามันไปวางข้างการกดปุ่มเข้าไม้แบบมั่ว ๆ ที่ควบคุมทุกอย่างให้เหมือนกันเป๊ะ การมั่วยังทำได้ดีกว่า 69 จาก 100 รอบ

นี่คือรายงานฉบับเต็มของกฎ Stochastic 20/80 บนทอง

Stochastic คืออะไร และเราเทสแบบไหนบ้าง

Stochastic ตอบคำถามเดียวสั้น ๆ คือ “ราคาปิดล่าสุดอยู่ตรงไหนของช่วงที่ผ่านมา”

ถ้าย้อนดู 14 แท่งล่าสุดแล้วเอาจุดสูงสุดกับต่ำสุดมาขึ้นเป็นกรอบ ราคาปิดที่ก้นกรอบจะให้ค่าใกล้ 0 ปิดที่ยอดกรอบจะให้ค่าใกล้ 100 เส้นที่ได้เรียกว่า %K ส่วน %D คือค่าเฉลี่ยของ %K อีกชั้นหนึ่งเพื่อให้เส้นนิ่งลง งานนี้ใช้ค่ามาตรฐาน (14,3,3) แบบ slow

ธรรมเนียมที่สอนกันคือ

  • ต่ำกว่า 20 = oversold คือถูกขายมากเกินไป ควรกลับตัวขึ้น จึงซื้อ
  • สูงกว่า 80 = overbought คือถูกซื้อมากเกินไป ควรกลับตัวลง จึงขาย

จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นบทคือ นี่เป็นเครื่องมือสวนทาง มันไม่ได้บอกให้ตามราคา มันบอกให้สวนราคา ซึ่งเป็นตรรกะคนละขั้วกับเครื่องมือตระกูลตามเทรนด์ และจะเป็นหัวใจของทุกอย่างที่เกิดขึ้นต่อจากนี้

เพราะ Stochastic ถูกเอาไปใช้หลายแบบมาก เราจึงต้องขีดเส้นให้ชัด งานนี้ประกาศ 3 เวอร์ชันครบก่อนแตะข้อมูล ไม่ได้ไล่จูนจนเจอตัวที่กำไร

  • V1 ตำราเป๊ะ — %K ตัดขึ้นผ่าน 20 = Long · ตัดลงผ่าน 80 = Short · สลับฝั่งตลอด ไม่มีจุดตัดขาดทุน ไม่มีเป้ากำไร
  • V2 %K ตัด %D ในโซน — ตัดกันใต้ 20 = Long · ตัดกันเหนือ 80 = Short (อีกรูปแบบที่คอร์สสอนบ่อยพอกัน)
  • V3 = V1 แต่ Long อย่างเดียว — ตัด short ทิ้ง ถือเงินสดแทน ไว้ตอบคำถามว่า “ที่แพ้เพราะฝั่ง short อย่างเดียวหรือเปล่า”

สิ่งที่ไม่ได้อยู่ในงานนี้: divergence, การใช้ Stochastic เป็นตัวกรองร่วมกับระบบอื่น, ค่า period อื่น, โซนอื่นนอกจาก 20/80 และตลาดอื่นนอกจากทอง ทุกอย่างที่อ่านต่อจากนี้พูดถึงกฎเดียวข้างบนเท่านั้น

เทสยังไง ให้เชื่อได้

สิ่งที่เราทำ
ตลาดทองคำ spot (XAUUSD) ราคา bid
ช่วงเวลาม.ค. 2020 - มิ.ย. 2026 = 6 ปีครึ่ง
ข้อมูลแท่งรายนาทีจริง 2,980,605 แท่ง รวมขึ้นเป็น M5 ได้ 596,160 แท่ง
สัญญาณStochastic(14,3,3) slow · โซน 20/80 มาตรฐาน · ค่าเดียว ไม่ไล่จูน
การส่งคำสั่งสัญญาณจากแท่งที่ปิดแล้ว เข้าไม้ที่ราคาเปิดแท่งถัดไป
ต้นทุน0.30 USD/oz ต่อไม้ พร้อมตารางเทียบที่ 0 และ 0.50
หน่วยUSD ต่อ 1 ออนซ์ ไม่คิด leverage

บรรทัดการส่งคำสั่งคือการกัน lookahead ถ้าคำนวณสัญญาณจากแท่งที่ยังไม่ปิดแล้วเข้าไม้ในแท่งเดียวกัน เท่ากับใช้ข้อมูลอนาคต ผลจะสวยแบบที่ทำจริงไม่ได้

ส่วนบรรทัดต้นทุนคือด่านที่กลยุทธ์ที่เทรดถี่กว่ารายวันตายกันมาแล้วนับไม่ถ้วน

และสิ่งที่เราล็อกไว้ก่อนรัน ไม่ใช่แค่พารามิเตอร์ แต่คือเกณฑ์ผ่าน 3 ข้อ ซึ่งต้องผ่านครบทั้งหมดถึงจะนับว่าไอเดียนี้มีของ

  1. กำไรสุทธิเป็นบวกที่ต้นทุน 0.30 USD/oz ต่อไม้
  2. ชนะการซื้อแล้วนอนถือในช่วงเดียวกัน
  3. อยู่เหนือ percentile 95 ของการสุ่ม

การเขียนเกณฑ์ไว้ก่อนสำคัญกว่าที่คิด เพราะถ้าไม่เขียน พอเห็นตัวเลขแล้วสมองจะหาเหตุผลรองรับได้เสมอ การล็อกไว้ล่วงหน้าคือการปิดประตูนั้นทิ้ง — พร้อมกับคำทำนาย 6 ข้อที่เราจะเล่าตอนท้ายว่าผิดไปข้อหนึ่ง

ผลรวม 6 ปีครึ่ง — ตกเกณฑ์ทั้งสามเวอร์ชัน

ตัวเทียบคือการซื้อทองแล้วนอนถือช่วงเดียวกัน: +2,582 USD/oz (+170%) โดยขาดทุนสูงสุดระหว่างทาง 27.9%

V1 ตำราเป๊ะV2 %K ตัด %DV3 Long อย่างเดียว
จำนวนไม้17,04810,8988,524
อัตราชนะ55.6%61.4%56.9%
Profit factor0.870.910.92
กำไรคาดหวังต่อไม้−0.34−0.32−0.19
P/L สุทธิ (หัก 0.30)−5,733−3,495−1,577
P/L ดิบ (ไม่คิดต้นทุน)−619−226+980
แพ้ติดกันยาวสุด12 ไม้9 ไม้9 ไม้
เดือนที่กำไร (จาก 78)21 (26.9%)23 (29.5%)30 (38.5%)

กราฟเส้นทุนสะสมของกฎ Stochastic 20/80 บนทอง M5 เวอร์ชัน V1 และ V3 เทียบกับการซื้อแล้วนอนถือ ตั้งแต่ปี 2020 ถึงกลางปี 2026 เส้น V1 ไหลลงต่อเนื่องจบที่ติดลบ 5,733 เส้น V3 ไหลลงช้ากว่าจบที่ติดลบ 1,577 ขณะที่เส้นนอนถือไต่ขึ้นถึงบวก 2,582 USD ต่อออนซ์

อ่านตารางนี้ให้ออกในบรรทัดเดียวคือ เทรดหนึ่งหมื่นเจ็ดพันไม้ตลอด 6 ปีครึ่ง เพื่อไปจบที่แย่กว่าการไม่ทำอะไรเลย และนี่ไม่ใช่การพลาดแบบเฉียดฉิว ทั้งสามเวอร์ชันตกเกณฑ์ข้อแรกตั้งแต่ยังไม่ต้องไปเทียบกับใคร

ผลรายปีของ V1 (หักต้นทุน 0.30 ทั้งหมด) บอกเรื่องเดียวกันแบบไม่ต้องตีความ: 2020 = −1,099 · 2021 = −794 · 2022 = −847 · 2023 = −828 · 2024 = −589 · 2025 = −354 · ครึ่งปี 2026 = −1,222

ติดลบทุกปีไม่มียกเว้น และปีที่เจ็บที่สุดคือครึ่งแรกของปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงที่ทองวิ่งเป็นเทรนด์แรงที่สุดในทั้งชุดข้อมูล — จำจุดนี้ไว้ เดี๋ยวมันจะกลับมาอธิบายทุกอย่าง

ในระดับเดือนภาพยิ่งชัด V1 มีเดือนที่กำไรแค่ 21 จาก 78 เดือน แปลว่าเกือบสามในสี่ของเดือนทั้งหมดคือเดือนที่พอร์ตลดลง

ชนะ 6 ไม้จาก 10 แล้วทำไมยังเจ๊ง

ถึงตรงนี้คำถามที่ควรค้างอยู่ในหัวคือ ชนะบ่อยขนาดนั้นแล้วเงินหายไปไหน คำตอบอยู่ในสองบรรทัด

กำไรเฉลี่ยไม้ที่ชนะขาดทุนเฉลี่ยไม้ที่แพ้payoff
V1 ตำราเป๊ะ (ชนะ 55.6%)+4.00−5.780.69
V2 %K ตัด %D (ชนะ 61.4%)+5.01−8.790.57

คณิตศาสตร์ของ V1 ตรงไปตรงมามาก: ชนะ 55.6% × 4.00 = 2.22 ส่วนแพ้ 44.4% × 5.78 = 2.57

ติดลบตั้งแต่ก่อนคิดค่า spread ด้วยซ้ำ ค่าใช้จ่ายในการเทรดไม่ได้เป็นตัวที่ฆ่ามัน แต่เป็นตัวที่มาซ้ำแผลทีหลัง

และจุดที่กลับด้านกับสัญชาตญาณที่สุดคือ V2 ชนะบ่อยกว่า แต่ payoff แย่กว่า — 0.57 เทียบกับ 0.69 การกรองสัญญาณให้เข้มขึ้นด้วยเงื่อนไข %K ตัด %D ทำให้เทรดน้อยลงจาก 17,048 เหลือ 10,898 ไม้ และเสียหายน้อยลงจริง แต่มันไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้าง มันแค่ทำให้เจ็บช้าลง

อัตราชนะขายคอร์สได้ แต่มันไม่ใช่ตัวเลขที่บอกว่าคุณได้เงินหรือเสียเงิน

มันแพ้ที่ “ไม้ยาว” ไม่ใช่สัญญาณสั่น

นี่คือส่วนที่กลับด้านกับความเชื่อทั่วไปมากที่สุด และเป็นหลักฐานที่แข็งที่สุดในงานนี้

คำอธิบายมาตรฐานเวลาระบบอินดิเคเตอร์เจ๊งคือ “สัญญาณมันสั่น เข้า ๆ ออก ๆ จนโดนค่าธรรมเนียมกิน” ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ถูกในหลายกรณี แต่ไม่ใช่กรณีนี้

เวลาถือไม้จำนวนไม้P/L รวม (USD/oz)เฉลี่ยต่อไม้
ไม่เกิน 30 นาที908+1,178+1.30
30 นาที - 2 ชั่วโมง8,798+20,690+2.35
2 - 8 ชั่วโมง6,878−21,532−3.13
เกิน 8 ชั่วโมง464−6,068−13.08

กราฟแท่งแสดง P/L รวมของ V1 แยกตามเวลาถือไม้ ไม้ที่ถือไม่เกิน 30 นาทีกำไร 1,178 ไม้ที่ถือ 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมงกำไร 20,690 ไม้ที่ถือ 2 ถึง 8 ชั่วโมงขาดทุน 21,532 และไม้ที่ถือเกิน 8 ชั่วโมงขาดทุน 6,068 หน่วย USD ต่อออนซ์

ตารางนี้ควรอ่านซ้ำสองรอบ

ไม้สั้นที่ถือไม่เกิน 2 ชั่วโมงรวมกันกำไร +21,868 ส่วน ไม้ยาวที่ถือเกิน 2 ชั่วโมงรวมกันขาดทุน −27,600 และไม้ที่ค้างเกิน 8 ชั่วโมงขาดทุนเฉลี่ยไม้ละ −13.08 ซึ่งแพงกว่าไม้ปกติราวสิบเท่า

อีกตัวเลขที่ปิดประตูข้อแก้ตัวเรื่องสัญญาณสั่นไปเลยคือ V1 มีไม้ที่ถือสั้นกว่า 30 นาทีแค่ 5.3% ของไม้ทั้งหมด ระบบนี้ไม่ได้เข้า ๆ ออก ๆ ถี่ยิบ มันถือไม้นานพอสมควรเป็นปกติ

เหตุผลเชิงกลไก — ย้ำว่านี่คือคำอธิบาย ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ — อยู่ที่ธรรมชาติของเครื่องมือสวนทาง มันสั่งให้ซื้อตอนราคาลงมาอยู่ที่ก้นของช่วง 14 แท่ง ถ้าราคาเด้งจริงก็ได้กำไรเล็ก ๆ เร็ว ๆ แต่ถ้าราคาไหลต่อ ไม้นั้นจะค้างยาวและบวมขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าสัญญาณฝั่งตรงข้ามจะมา

กำไรถูกตัดสั้น ขาดทุนถูกปล่อยยาว โดยโครงสร้างของกฎเอง ไม่ใช่เพราะวินัยของคนเทรด นี่คือสิ่งที่กฎบังคับให้ทำ

ตรงนี้ควรพูดให้ชัดว่ามันคนละกลไกกับสิ่งที่เราเจอตอนผ่ากฎ MACD ตัดเส้นศูนย์บนทอง ซึ่งเป็นเครื่องมือคนละตระกูลและตายด้วยเหตุผลคนละแบบ เราเทียบตัวเลขสองงานตรง ๆ ไม่ได้เพราะกติกาไม่เหมือนกัน แต่เทียบกลไกได้ และมันต่างกันชัดเจน

หมัดน็อก: แพ้กระทั่งการสุ่ม

เกณฑ์ข้อสามที่เราล็อกไว้ก่อนรันคือด่านที่โหดที่สุดของเว็บนี้ — การเทียบกับการสุ่ม

วิธีคือสุ่ม 200 รอบ โดย คุมทุกอย่างให้เหมือน V1 เป๊ะ: จำนวนไม้เท่ากันที่ 17,048 ไม้ · การกระจายเวลาถือใช้ชุดเดียวกันเป๊ะ · สัดส่วน long/short เท่ากันที่ 50/50 · ต้นทุนเดียวกัน

ต่างกันข้อเดียวคือเวลาเข้าไม้สุ่มมั่ว ไม่ดู Stochastic เลย

ผลสุทธิ (USD/oz)
สุ่มมั่ว — ค่ากลางของ 200 รอบ−4,955
สุ่มมั่ว — percentile 95 (รอบที่ดวงดีมาก)−2,637
ของจริง V1 (ดู Stochastic)−5,733
ของจริงอยู่ percentile31

ฮิสโตแกรมผลการสุ่ม 200 รอบที่คุมจำนวนไม้ เวลาถือ และสัดส่วน long-short ให้เท่ากับ V1 ค่ากลางอยู่ที่ติดลบ 4,955 percentile 95 อยู่ที่ติดลบ 2,637 ส่วนเส้นของจริงที่ดู Stochastic อยู่ที่ติดลบ 5,733 ซึ่งตกอยู่ที่ percentile 31 ของการกระจาย

percentile 31 แปลตรง ๆ ว่า การกดปุ่มมั่ว ๆ ให้ผลดีกว่าการดู Stochastic ตัดสินใจ ใน 69 จาก 100 รอบ

เขียนให้ตรงกว่านั้นคือ นี่ไม่ใช่แค่ “ไม่มี edge” แบบที่ผลจะไปกองอยู่กลาง ๆ กลุ่มการสุ่ม แต่ในช่วงเวลาและตลาดที่ทดสอบ ตัวสัญญาณเองทำให้ผลแย่ลงกว่าการไม่คิดอะไรเลย และ percentile 95 ที่เป็นเกณฑ์ผ่านของเราอยู่ที่ −2,637 ซึ่งของจริงห่างจากมันมาก

แต่ตรงนี้ต้องเบรกให้แรงพอ ๆ กับที่ต่อยไป และเป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของทั้งบทความ

ช่วงทดสอบ 6 ปีครึ่งนี้เป็น ขาขึ้นใหญ่ของทอง ซึ่งเป็นสภาพตลาดที่แย่ที่สุดเท่าที่จะแย่ได้สำหรับเครื่องมือสวนทาง เครื่องมือที่ออกแบบมาให้ซื้อตอนราคาลงและขายตอนราคาขึ้น ถูกโยนเข้าไปในตลาดที่ราคาขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดหกปีครึ่ง มันจึงถูกบังคับให้ขายของที่กำลังจะขึ้นต่อ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ดังนั้น ห้ามอ่านผลนี้ว่า “Stochastic แพ้การสุ่มเสมอ” สิ่งที่ข้อมูลบอกได้จริงคือ “ในช่วงและตลาดที่ทดสอบ กฎ 20/80 แบบสัญญาณเดี่ยวอยู่ที่ percentile 31 ของการสุ่ม” งานนี้ตอบว่ามันใช้ในสภาพตลาดแบบนี้ไม่ได้ ไม่ได้ตอบว่ามันใช้ไม่ได้ในทุกสภาพตลาด และเราไม่มีข้อมูลที่จะตอบข้อหลัง

ฝั่ง short คือหลุมดำ แต่ตัดออกก็ยังไม่รอด

เมื่อรู้ว่าช่วงทดสอบเป็นขาขึ้น คำถามถัดไปที่ยุติธรรมคือ “ก็เพราะมันบังคับ short ในตลาดขาขึ้นไง ตัด short ทิ้งสิ” — เราเตรียมคำตอบไว้แล้วในรูปของ V3

จำนวนไม้อัตราชนะgrossสุทธิ (หัก 0.30)
V1 Long8,52456.9%+980−1,577
V1 Short8,52454.4%−1,599−4,156
V2 Long5,44963.0%+1,177−458
V2 Short5,44959.7%−1,402−3,037

ฝั่ง short กินขาดทุนสุทธิของ V1 ไปถึง 73% และช่อง gross ของมันติดลบตั้งแต่ยังไม่หักต้นทุน แปลว่าต่อให้เทรดฟรีก็ยังขาดทุน นั่นคืออาการของการยืนสวนโครงสร้างหลักของตลาดตลอดเวลา

แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ V3 ที่ตัด short ออกหมดแล้วก็ยังขาดทุน −1,577 ทั้งที่ gross เป็นบวก +980

ตัวเลขนี้เล่าเรื่องได้ครบในตัวเอง: ฝั่ง long มี “ของ” อยู่จริง แต่มีอยู่แค่ 980 ขณะที่การเทรด 8,524 ไม้ที่ต้นทุน 0.30 ต่อไม้คิดเป็น 2,557 ต้นทุนกินของที่มีอยู่หมดเกลี้ยงแล้วยังเหลือติดลบ

นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า ตายเพราะต้นทุนล้วน ๆ ซึ่งเป็นการตายคนละแบบกับ “ตายเพราะไม่มีของ” ที่เจอในฝั่ง short — และเป็นการแยกแบบเดียวกับที่ใช้ตอนผ่ากฎ RSI 30/70 บนหุ้นสหรัฐ 31 ปี แบบแรกยังพอมีทางแก้ด้วยการลดความถี่ แบบที่สองแก้ไม่ได้เพราะไม่มีอะไรให้แก้

สรุปท่อนนี้คือ ตัดฝั่งที่แย่ที่สุดออกแล้วยังไม่พอ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ทิศทาง

แล้วถ้าเปลี่ยนไทม์เฟรมล่ะ

ข้อแก้ตัวยอดฮิตอันดับหนึ่งเวลาระบบเจ๊งบนไทม์เฟรมเล็กคือ “ก็ไปเล่นไทม์เฟรมใหญ่สิ” เรารันให้แล้วด้วยกติกาเดิมเป๊ะทุกข้อ ต้นทุนเท่ากัน ช่วงข้อมูลเดียวกัน

P/L สุทธิหลังหักต้นทุน 0.30 (USD/oz)

ไทม์เฟรมV1 ตำราเป๊ะV2 %K ตัด %DV3 Long อย่างเดียว
M5−5,733−3,495−1,577
M15−4,938−2,889−1,179
M30−1,611−1,898+470
H1−4,020−879−745
H4−506−1,447+1,018
D1−1,088−1,648+664

สองอย่างที่ต้องอ่านจากตารางนี้

หนึ่ง V1 และ V2 ติดลบทุกไทม์เฟรมโดยไม่มีข้อยกเว้น ตั้งแต่ M5 ยาวไปจนถึง D1 การขยับไทม์เฟรมไม่ได้ช่วยอะไรเลย

สอง มันไม่เป็นขั้นบันได ซึ่งแปลกกว่าข้อแรกอีก — H1 (−4,020) แย่กว่า M30 (−1,611) และ D1 (−1,088) แย่กว่า H4 (−506) ถ้ากลไกการแพ้คือต้นทุนคูณความถี่ล้วน ๆ ตัวเลขต้องดีขึ้นเรียงตัวตามไทม์เฟรม แต่มันไม่เรียง

ส่วนช่องที่พลิกบวกทั้งสามช่องเป็นของ V3 ทั้งหมด (M30 +470 · H4 +1,018 · D1 +664) และเราจะไม่เขียนว่าแบบนี้ใช้ได้ ด้วยเหตุผลสองข้อ

ข้อแรกคือไม้น้อยเกินกว่าจะสรุปอะไรได้ — M30 มี 1,382 ไม้ · H4 มี 196 ไม้ · D1 มีแค่ 36 ไม้ ตัวอย่างขนาดนั้นเล็กเกินกว่าที่จะแยกฝีมือออกจากความบังเอิญ ไม้ใหญ่ไม่กี่ไม้ก็เปลี่ยนตัวเลขทั้งช่องได้แล้ว

ข้อที่สองคือทุกช่องยังแพ้การนอนถือที่ +2,582 ช่องที่ดีที่สุดคือ H4 ที่ +1,018 ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งของการซื้อแล้วเลิกยุ่ง เกณฑ์ข้อสองที่ล็อกไว้ก่อนรันจึงยังไม่ผ่านอยู่ดี

“งั้นก็ตัดไม้ทิ้งที่ 2 ชั่วโมงสิ” — เราเทสให้แล้ว

พอเห็นตารางเวลาถือข้างบน คำถามที่เกิดขึ้นในหัวแทบทุกคนคือ ถ้าไม้สั้นกำไร ไม้ยาวขาดทุน ก็บังคับปิดที่ 2 ชั่วโมงไปเลยสิ จบ

คำถามนี้ดีมาก และเป็นกับดักที่สวยที่สุดในบทความนี้ เพราะมันฟังดูเป็นตรรกะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ — แต่มันตั้งอยู่บนความเข้าใจผิดข้อเดียวที่ใหญ่มาก

เวลาถือไม่ใช่สิ่งที่เราเลือก มันคือผลลัพธ์

ไม้จะจบเร็วก็ต่อเมื่อสัญญาณฝั่งตรงข้ามมาเร็ว ซึ่งแปลว่าราคาเด้งกลับตามที่กฎคาดไว้จริง — ไม้นั้นชนะอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ส่วนไม้ที่ค้างยาว มันค้างเพราะราคาไหลสวนไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมเด้ง ตอนที่เรากดเข้าไม้ ไม้ทั้งสองแบบหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ เราไม่มีทางรู้ว่าไม้ที่กำลังเปิดอยู่จะไปลงช่องไหนของตาราง

ดังนั้นการตัดที่ 2 ชั่วโมงจึงไม่ได้เปลี่ยนไม้แย่ให้เป็นไม้ดี มันแค่เปลี่ยนจาก “ขาดทุนก้อนใหญ่ตอนจบ” เป็น “ขาดทุนก้อนที่มีอยู่แล้ว ณ นาทีที่ 120”

แต่นั่นเป็นแค่เหตุผล เราจึงรันมันจริง

ไม้ที่ถือยาว ติดลบไปแล้วตั้งแต่ชั่วโมงที่สอง

เอาไม้ทุกไม้ของ V1 ที่ถือเกิน 2 ชั่วโมง — มีทั้งหมด 7,342 ไม้ — แล้ววัดว่า ณ นาทีที่ 120 พอดี มันอยู่ตรงไหน

ค่า
ติดลบไปแล้วตั้งแต่ครบ 2 ชั่วโมง5,375 ไม้ = 73.2%
ถ้าปิดตรงนั้นทันที (ก่อนหักต้นทุน)−24,874
ถ้าถือต่อจนจบจริง (ก่อนหักต้นทุน)−25,398

สามในสี่ของไม้ที่กลายเป็นก้อนขาดทุนใหญ่ ติดลบไปแล้วตั้งแต่ก่อนถึงเวลาตัด และการตัดตรงนั้นประหยัดได้แค่ 524 จาก 25,398 หรือราว 2% ซึ่งยังไม่ได้นับต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นจากการเทรดถี่ขึ้นด้วยซ้ำ

รันเป็นระบบจริง แพ้ของเดิมทุกแบบ

กติกา: เข้าไม้เหมือน V1 ทุกอย่าง แต่ปิดเมื่อสัญญาณตรงข้ามมา หรือ ครบเวลาที่กำหนด อย่างใดถึงก่อน แล้วถือเงินสดรอสัญญาณถัดไป

ตัดที่จำนวนไม้อัตราชนะก่อนหักต้นทุนสุทธิ
1 ชั่วโมง25,46646.0%−850−8,490
2 ชั่วโมง21,11951.5%−16−6,352
4 ชั่วโมง18,24454.7%−979−6,452
ของเดิม ไม่ตัด17,04855.6%−619−5,733

ไม่มีตัวไหนชนะของเดิม และไม่มีตัวไหนเข้าใกล้การนอนถือ

จุดที่น่าสนใจที่สุดในตารางนี้คือช่อง “ก่อนหักต้นทุน” ของการตัดที่ 2 ชั่วโมง: −16 ซึ่งเกือบเสมอตัวพอดี ดีขึ้นจากของเดิมที่ −619 จริง ๆ แปลว่าในระดับสัญญาณล้วน ๆ การตัดช่วยได้นิดหน่อย

แต่การตัดทำให้จำนวนไม้เพิ่มจาก 17,048 เป็น 21,119 คือ เพิ่มขึ้น 23.9% ค่า spread ที่ต้องจ่ายจึงขึ้นจาก 5,114 เป็น 6,336 — ต้นทุนที่เพิ่มกลืนส่วนที่ดีขึ้นจนหมด แล้วยังเหลือแย่กว่าเดิม

หลักฐานปิดคดี: ช่องที่เคยกำไร พลิกเป็นขาดทุน

ถ้าตัดแล้วกำไรจากไม้สั้นยังอยู่จริง ตารางเวลาถือของระบบใหม่ต้องยังสวย ผลคือมันไม่สวย

ช่วงเวลาถือระบบเดิมบังคับตัดที่ 2 ชั่วโมง
ไม่เกิน 30 นาที+1,178 (908 ไม้)+1,446 (1,162 ไม้)
30 นาที - 2 ชั่วโมง+20,690 (8,798 ไม้ · เฉลี่ย +2.35)−7,798 (19,957 ไม้ · เฉลี่ย −0.39)
2 - 8 ชั่วโมง−21,532ไม่มีไม้เหลือ
เกิน 8 ชั่วโมง−6,068ไม่มีไม้เหลือ

กราฟแท่งคู่เทียบ P/L รวมแยกตามเวลาถือ ระหว่างระบบเดิมกับระบบที่บังคับตัดไม้ที่ 2 ชั่วโมง ช่อง 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมงพลิกจากกำไร 20,690 เป็นขาดทุน 7,798 ส่วนช่อง 2-8 ชั่วโมงและเกิน 8 ชั่วโมงไม่มีไม้เหลือเพราะถูกตัดไปแล้ว

ช่องที่เคยกำไร +20,690 พลิกเป็น −7,798 ทันทีที่บังคับตัด เฉลี่ยต่อไม้ร่วงจาก +2.35 เหลือ −0.39

เพราะไม้ที่เคยไหลสวนยาว ๆ ตอนนี้ถูกตัดให้มาอยู่ในช่องเดียวกับไม้ที่เคยชนะเร็ว กำไรก้อนนั้นไม่เคยเป็นสมบัติของ “การถือสั้น” มันเป็นสมบัติของ “ไม้ที่ราคาเด้งกลับจริง” ซึ่งบังเอิญจบเร็วเป็นผลพลอยได้

บทเรียนที่ใช้ได้กับทุกกลยุทธ์

นี่คือของที่ควรเก็บกลับไปมากกว่าคำตัดสินของ Stochastic เสียอีก

เวลาเห็นตารางที่แบ่งผลออกเป็นช่อง ๆ แล้วมีช่องที่กำไรสวยงาม ให้ถามคำถามเดียวก่อนเสมอ: ตัวแปรที่ใช้แบ่งช่องนั้น เรารู้ค่ามันตอนกดเข้าไม้ หรือรู้ตอนไม้จบไปแล้ว

  • รู้ตอนเข้าไม้ — เวลาในวัน ค่าอินดิเคเตอร์ ระยะห่างจากเส้นค่าเฉลี่ย ความผันผวนล่าสุด → เอาไปเขียนเป็นกฎได้จริง
  • รู้ตอนไม้จบ — เวลาถือ ไม้นี้ชนะหรือแพ้ กำไรกี่จุด → เอาไปเขียนเป็นกฎไม่ได้ ตารางแบบนั้นบอกได้แค่ว่าอดีตหน้าตาเป็นยังไง ไม่ได้บอกว่าทำอะไรแล้วได้เงิน

เวลาถืออยู่ในกลุ่มหลังเต็มตัว เพราะมันคือผลลัพธ์ของการที่ราคาเดินยังไงหลังเข้าไม้ไปแล้ว

หมายเหตุเรื่องวินัย: การทดสอบในหัวข้อนี้เกิดขึ้นหลังเห็นข้อมูลแล้ว ไม่ได้อยู่ในกติกาที่ล็อกไว้ก่อนรัน เราจึงล็อกไว้แค่ 3 ค่าคือ 1, 2 และ 4 ชั่วโมง และจงใจไม่ไล่หาค่าที่ดีที่สุด เพราะการไล่เปลี่ยนค่าจนเจอตัวที่กำไรบนข้อมูลชุดเดิมคือการขุดข้อมูล ถ้าผลออกมาดี สิ่งที่ถูกต้องคือประกาศกติกาใหม่แล้วทดสอบรอบใหม่บนข้อมูลที่ยังไม่เคยเห็น ไม่ใช่ประกาศว่าเจอวิธีที่ใช้ได้

เราเดาผิด 1 ข้อจาก 6

ธรรมเนียมของเว็บนี้คือเขียนคำทำนายล็อกไว้ก่อนรัน แล้วยอมรับตรง ๆ เวลาผิด รอบนี้เราเขียนไว้ 6 ข้อ ถูก 5 ผิด 1

ทำนายไว้ก่อนรันผลจริง
V1 บน M5 จะขาดทุนสุทธิและแพ้นอนถือ✅ ถูก −5,733 เทียบกับ +2,582
ฝั่ง short จะแย่กว่า long ชัดเจน✅ ถูก −4,156 เทียบกับ −1,577
V3 จะดีกว่า V1 แต่ยังแพ้นอนถือ✅ ถูก −1,577 แต่ยังแพ้
V2 จะเทรดน้อยกว่าและเสียหายน้อยกว่า V1 แต่ยังไม่ผ่าน✅ ถูก 10,898 ไม้ · −3,495 · ไม่ผ่าน
ผลจะดีขึ้นเป็นขั้นบันไดตามไทม์เฟรม❌ ผิด — V1/V2 ติดลบทุก TF และไม่เรียงเป็นบันได
V1 จะไม่ชนะ percentile 95 ของการสุ่ม✅ ถูก และแรงกว่าที่เดา — อยู่แค่ percentile 31

ข้อที่ผิดคือข้อที่เราเดาว่าไทม์เฟรมใหญ่จะช่วย และเหตุผลที่เราเดาแบบนั้นคือ เราเผลอเอาบทเรียนจากเครื่องมือตัวก่อนมาทึกทักกับตัวใหม่

กลไกการแพ้ของเครื่องมือตามเทรนด์คือมันตายเพราะสัญญาณสั่นถี่ พอขยับไทม์เฟรมใหญ่ สัญญาณน้อยลง ค่าผ่านทางน้อยลง ผลจึงดีขึ้นเป็นขั้นเป็นตอน เราคุ้นกับรูปแบบนี้จนนึกว่ามันเป็นกฎทั่วไปของอินดิเคเตอร์

แต่มันใช้อธิบายเครื่องมือสวนเทรนด์ไม่ได้ เพราะตัวหลังไม่ได้แพ้ที่ความถี่ตั้งแต่แรก — หลักฐานคือตารางเวลาถือข้างบนที่บอกว่าไม้สั้นกำไร ไม้ยาวขาดทุน มันแพ้ที่การถือไม้ผิดทางยาว ๆ ซึ่ง ไทม์เฟรมใหญ่ยิ่งทำให้แต่ละไม้ผิดทางนานขึ้น ยาที่รักษาโรคหนึ่งจึงกลายเป็นยาพิษของอีกโรคหนึ่ง

เราเขียนข้อนี้ไว้เพราะถ้าตัดทิ้งแล้วเล่าเฉพาะข้อที่ทายถูก บทความนี้จะกลายเป็น “เรารู้อยู่แล้วว่ามันไม่เวิร์ก” ซึ่งเป็นการโกงย้อนหลัง และเป็นสิ่งที่คอนเทนต์เทรดส่วนใหญ่ทำจนกลายเป็นเรื่องปกติ

สิ่งที่งานนี้ไม่ได้พิสูจน์

ข้อจำกัดสำคัญกว่าข้อสรุป เพราะมันกันเราจากการเอาผลไปใช้เกินขอบเขต

  • ที่เทสคือ กฎ 20/80 ใช้เป็นสัญญาณเข้าออกเดี่ยว ๆ บนทองเท่านั้น ไม่ได้เทส divergence ไม่ได้เทสการใช้ Stochastic เป็นตัวกรองร่วมกับระบบอื่น และไม่ได้เทสค่า period หรือโซนอื่น — เราจงใจไม่เทส เพราะการไล่เปลี่ยนค่าจนเจอตัวที่กำไรคือการขุดข้อมูล ถ้าจะทดสอบเพิ่มต้องประกาศกติกาใหม่ก่อนรันรอบใหม่
  • ผลนี้อยู่บน ทอง (XAUUSD) เท่านั้น เอาไปสรุปแทนฟอเร็กซ์คู่อื่น หุ้น คริปโต หรือดัชนีไม่ได้
  • ช่วงทดสอบเป็นขาขึ้นใหญ่ของทอง ซึ่งเป็นสภาพตลาดที่แย่ที่สุดสำหรับเครื่องมือสวนทาง ผลนี้ตอบว่า “ใช้ในตลาดแบบนี้ไม่ได้” ไม่ได้ตอบว่า “ใช้ไม่ได้ในทุกสภาพตลาด”
  • ต้นทุน 0.30 USD/oz ต่อไม้เป็น สมมติฐานฝั่งถูก ที่ 0.50 V1 จะเหลือ −9,143 และเรายังไม่ได้คิด slippage กับค่าถือข้ามคืน ซึ่งใส่เข้าไปแล้วมีแต่แย่ลง
  • ข้อมูลช่วงปี 2020-2023 เป็นฟีดที่เติมราคานิ่งช่วงตลาดปิด ซึ่งไม่สร้างสัญญาณหลอก แต่โครงสร้างข้อมูลสองยุคก็ไม่เหมือนกัน 100%

สรุป

Stochastic ไม่ได้ “หลอก” มันคำนวณสิ่งที่มันบอกว่าจะคำนวณได้ถูกต้องทุกประการ คือตำแหน่งของราคาปิดในกรอบที่ผ่านมา ปัญหาคือกฎ 20/80 ที่เอาตัวเลขนั้นมาแปลงเป็นคำสั่งซื้อขายเดี่ยว ๆ บนทองในช่วงที่เราทดสอบ ไม่เหลือส่วนเกินให้ทำเงิน

อัตราชนะ 55.6% ไม่ได้แปลว่าระบบดี มันแปลว่าเราชนะบ่อยทีละนิด แล้วแพ้นาน ๆ ทีทีละเยอะ และเมื่อเอาไปวางข้างการกดปุ่มมั่ว ๆ ที่จำนวนไม้เท่ากัน เวลาถือเท่ากัน — การมั่วยังทำได้ดีกว่า 69 ใน 100 รอบ

ถ้าจะเก็บอะไรกลับไปจากบทความนี้ข้อเดียว ขอให้เป็นข้อนี้: คำถามที่ควรถามอินดิเคเตอร์ทุกตัวไม่ใช่ “มันแม่นไหม” แต่คือ “มันดีกว่าการไม่ใช้มันเลยหรือเปล่า” — คำถามแรกตอบด้วยอัตราชนะได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่คอนเทนต์เทรดชอบถามข้อนั้น ส่วนคำถามที่สองตอบได้ด้วยการนอนถือกับการสุ่มเท่านั้น และเป็นคำถามที่แทบไม่มีใครยอมถาม

คำเตือนความเสี่ยง: บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขทั้งหมดมาจากการทดสอบย้อนหลังบนข้อมูลราคาทองในอดีต ซึ่งไม่การันตีผลลัพธ์ในอนาคตและไม่ครอบคลุมตลาดอื่นหรือสภาพตลาดอื่น การเทรดมีความเสี่ยง ผู้เทรดควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง