Money Management (การบริหารเงินหน้าตัก) คือชุดกติกาที่ตัดสินใจ “ก่อน” เปิดไม้ว่าจะยอมเสียเท่าไหร่ต่อไม้ ต่อวัน และต่อพอร์ต แล้วคิดขนาดไม้ย้อนกลับจากระยะ stop มันไม่ได้ทำให้ระบบมีกำไร แต่เลขคณิตของการขาดทุน (ขาดทุน 50% ต้องได้กำไร 100% ถึงจะคืนทุน) ทำให้กติกาพวกนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดก่อนเลือกจุดเข้าเสียอีก
อัปเดตข้อมูล: ตุลาคม 2026
บทนี้จะพาคิดเลขเองทีละขั้น 4 เรื่อง คือ ความเสี่ยงต่อไม้ ขนาดไม้ที่คิดจากระยะ stop การขาดทุนแล้วต้องใช้กำไรเท่าไหร่ถึงจะกลับมาเท่าเดิม และ R:R กับอัตราชนะที่คุ้มทุน ทุกตารางคำนวณจากสูตรที่เขียนกำกับไว้ใต้ตาราง และขอบอกตรง ๆ ตั้งแต่ต้นว่าตัวเลข “เสี่ยง 1–2% ต่อไม้” ที่ได้ยินกันบ่อย เป็นธรรมเนียมที่ตำราบางเล่มยกตัวอย่าง ไม่ใช่กฎที่มีใครพิสูจน์ว่าถูกต้องสำหรับทุกคน
Money Management คืออะไร ครอบคลุมอะไรบ้าง
Money Management คือการตอบคำถาม “จะเสียได้เท่าไหร่” ให้เสร็จก่อนจะถามว่า “จะเข้าตรงไหน” สิ่งที่ทำให้มันต่างจากความรู้สึกว่า “ไม้นี้เล่นน้อย ๆ ก็พอ” คือทุกอย่างต้องเป็นตัวเลขที่เขียนไว้ล่วงหน้า และตรวจย้อนหลังได้ว่าทำตามจริงหรือเปล่า
ถ้าแยกเป็นชั้น จะได้กติกา 4 ชั้นที่ซ้อนกันจากเล็กไปใหญ่
| ชั้นกติกา | ตัดสินใจก่อนเปิดไม้ว่า… | เลขที่ต้องใช้ |
|---|---|---|
| ความเสี่ยงต่อไม้ (risk per trade) | ถ้าไม้นี้ผิด จะยอมเสียกี่บาท | ทุนปัจจุบัน และ % ที่ตั้งไว้ |
| ขนาดไม้จากระยะ stop (position size) | จะเปิดกี่หน่วยถึงจะเสียเท่าที่ตั้งไว้พอดี | ราคาเข้า ราคา stop และความเสี่ยงต่อไม้เป็นบาท |
| เพดานขาดทุนต่อวัน/สัปดาห์ | เสียถึงเท่าไหร่แล้วจะหยุดเปิดไม้ใหม่ | Equity ต้นวันหรือต้นสัปดาห์ และ % ที่ตั้งไว้ |
| แผนเมื่อเกิด drawdown | ถ้าพอร์ตลดลงจากจุดสูงสุดถึงระดับหนึ่ง จะทำอะไรต่อ | drawdown ปัจจุบันเทียบกับจุดสูงสุด |
คำว่า drawdown ในตารางหมายถึงการลดลงของมูลค่าจากจุดสูงสุดสัมพัทธ์ไปจุดต่ำสุดสัมพัทธ์ ตามนิยามของ Corporate Finance Institute และโดยทั่วไปมักรายงานเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เป็นจำนวนเงิน เหตุผลที่ต้องดูเป็นเปอร์เซ็นต์จะชัดขึ้นมากในตารางขาดทุนกับกำไรที่ต้องใช้คืนทุนด้านล่าง
สังเกตว่าทั้ง 4 ชั้นนี้ไม่มีชั้นไหนบอกว่าจะซื้อหรือขายตรงไหนเลย หน้าที่ของ money management คือกำหนดขนาดของความเสียหาย ส่วนการเลือกจุดเข้าออกเป็นงานของระบบเทรด สองเรื่องนี้ต้องมีครบทั้งคู่ แต่แทนกันไม่ได้
เสี่ยงกี่ % ต่อไม้ถึงจะพอดี
ตอบตรง ๆ คือ ไม่มีตัวเลขที่พิสูจน์ว่าพอดีสำหรับทุกคน สิ่งที่มีอยู่คือธรรมเนียม และควรแยกให้ออกว่าต้นทางพูดอะไรไว้จริง
- ต้นทางพูดอะไร — บทความเรื่อง position sizing ของ StockCharts ตั้งเป็นคำถามปลายเปิดว่า เงินทุนทั้งหมดที่ยอมเสียได้ในหนึ่งสถานะคือเท่าไหร่ “1%, 2% หรือมากกว่า?” ไม่ได้กำหนดตายตัว ส่วนสื่อการเรียนรู้ของบริษัทหลักทรัพย์สหรัฐฯ รายใหญ่เขียนว่า เป็นกฎทั่วไปที่เทรดเดอร์บางรายอาจเสี่ยงได้ถึง 1%–2% ของบัญชีต่อไม้
- ธรรมเนียมที่แพร่หลาย — ตัวเลข 1–2% จึงถูกยกตัวอย่างต่อกันมาจนหลายคนเข้าใจว่าเป็นมาตรฐาน
- กฎ — ไม่มี ตัวเลขนี้คือ ธรรมเนียมที่บางคนใช้ ไม่ใช่กฎบังคับ และไม่ได้มาจากการพิสูจน์ว่าระดับนี้เหมาะกับทุกระบบหรือทุกคน
อีกเรื่องที่มักสับสนคือคำว่า “เสี่ยง 1%” ไม่ได้แปลว่าเปิดสถานะมูลค่า 1% ของพอร์ต ความเสี่ยงต่อไม้คือเงินที่จะเสียถ้า stop ถูกชน ไม่ใช่ขนาดสถานะ สถานะอาจมีมูลค่าใหญ่กว่าความเสี่ยงหลายเท่าก็ได้ ถ้า stop อยู่ใกล้ราคาเข้า ซึ่งจะเห็นชัดในหัวข้อถัดไป
ตารางนี้เป็นตัวอย่างสมมุติ ทุน 10,000 บาท เพื่อให้เห็นว่าเปอร์เซ็นต์แปลงเป็นเงินบาทเท่าไหร่ และถ้าแพ้ติดกันจะลดทุนต่างกันแค่ไหน
| ความเสี่ยงต่อไม้ (% ของทุน) | บาทที่ยอมเสียต่อไม้ (ทุน 10,000 บาท) | แพ้ติดกันกี่ไม้ ทุนเหลือไม่เกินครึ่ง |
|---|---|---|
| 1% | 100 บาท | 69 ไม้ |
| 2% | 200 บาท | 35 ไม้ |
ที่มา: คำนวณจากสูตร บาทที่ยอมเสีย = ทุน × % ความเสี่ยงต่อไม้ (คอลัมน์สุดท้ายมาจากตารางแพ้ติดกันในหัวข้อด้านล่าง) ตารางนี้วางตัวเลขเทียบกันให้เห็นผลเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าแถวไหนเหมาะกับใคร
Position Size คิดจากระยะ stop ยังไง
หลักคิดของ StockCharts คือ ระยะระหว่างราคาเข้ากับจุด stop-loss คือ “ความเสี่ยงต่อหน่วย” เมื่อรู้ว่ายอมเสียต่อไม้กี่บาท และรู้ว่าแต่ละหน่วยจะเสียกี่บาทถ้าโดน stop ก็หารกันได้ทันที
ขนาดสถานะ = ความเสี่ยงต่อไม้ ÷ ความเสี่ยงต่อหน่วย
ลำดับมีความสำคัญมาก StockCharts ชี้ว่าความผิดพลาดใหญ่คือกำหนดขนาดสถานะก่อน โดยไม่คำนวณระยะระหว่างราคาเข้ากับ stop ลำดับที่ถูกเป็นแบบนี้
- เขียนความเสี่ยงต่อไม้เป็นบาท
- วาง stop ที่จุดที่ไอเดียของไม้นี้ผิด
- วัดระยะจากราคาเข้าถึง stop ได้ความเสี่ยงต่อหน่วย
- หารความเสี่ยงต่อไม้ด้วยความเสี่ยงต่อหน่วย ได้ขนาดสถานะ
ตัวอย่างสมมุติ: ทุน 10,000 บาท ราคาเข้า 100 บาท วาง stop ที่ 95 บาท ความเสี่ยงต่อหน่วยคือ 5 บาท
- ยอมเสีย 100 บาท (1% ของทุน) → 100 ÷ 5 = 20 หน่วย
- ยอมเสีย 200 บาท (2% ของทุน) → 200 ÷ 5 = 40 หน่วย
- ถ้าไอเดียต้องการ stop ไกลขึ้นเป็น 90 บาท ระยะกลายเป็น 10 บาท ยอมเสีย 100 บาทเท่าเดิม → 100 ÷ 10 = 10 หน่วย
| ราคา stop (ราคาเข้า 100) | ความเสี่ยงต่อหน่วย (บาท) | ขนาดสถานะที่ได้ (ยอมเสีย 100 บาท) |
|---|---|---|
| 95 | 5 | 20 หน่วย |
| 90 | 10 | 10 หน่วย |
| 80 | 20 | 5 หน่วย |
ที่มา: คำนวณจากสูตร ขนาดสถานะ = ความเสี่ยงต่อไม้ ÷ ความเสี่ยงต่อหน่วย (ตัวอย่างสมมุติ ไม่รวมต้นทุนการซื้อขาย)
ตารางนี้สอนสองเรื่อง เรื่องแรก stop ยิ่งไกล ไม้ยิ่งเล็ก แต่ความเสี่ยงเป็นบาทยังเท่าเดิม ระยะ stop จึงไม่ได้ทำให้ไม้ “เสี่ยงขึ้น” ถ้าปรับขนาดตามสูตร เรื่องที่สอง ในแถวแรก 20 หน่วยที่ราคา 100 บาท มีมูลค่าสถานะ 2,000 บาท หรือ 20% ของทุน แต่ความเสี่ยงจริงถ้าโดน stop คือ 100 บาท ตัวเลขสองตัวนี้คนละเรื่องกัน
ข้อจำกัดของสูตรคือมันคำนวณบนสมมติฐานว่าออกได้ที่ราคา stop พอดี ในตลาดจริงราคาที่ออกได้อาจต่างจากที่ตั้งไว้ รายละเอียดว่า stop ทำงานอย่างไรอ่านต่อได้ที่บทความ Stop Loss
ตัวอย่างของ StockCharts ใช้หุ้นสหรัฐฯ และนับเป็นจำนวนหุ้น หลักการเดียวกันใช้กับตลาดอื่นได้ แต่หน่วยของ forex และทองต่างออกไป ทั้ง lot, contract size และค่าต่อจุดที่ผู้ให้บริการกำหนดเอง ถ้าจะแปลงสูตรนี้เป็นขนาดไม้ทองให้อ่านบทความ lot ทอง หรือใช้เครื่องคำนวณ lot ทองแทนการเดาเอง
ขาดทุนแล้วต้องได้กำไรกี่ % ถึงจะคืนทุน
นี่คือแกนของทั้งบทความ การขาดทุนกับการได้คืนไม่สมมาตรกัน เพราะหลังขาดทุน ฐานทุนเล็กลง กำไรรอบถัดไปจึงคิดจากฐานที่เล็กกว่าเดิม
ตัวอย่างสมมุติ: ลองนึกถึงทุน 100 หน่วย ขาดทุน 20% เหลือ 80 ถ้าจะกลับไป 100 ต้องได้อีก 20 จากฐาน 80 ซึ่งคือ 25% ไม่ใช่ 20% และถ้าขาดทุน 50% เหลือ 50 ต้องได้อีก 50 จากฐาน 50 ซึ่งคือ ขาดทุน 50% ต้องได้กำไร 100% ถึงจะคืนทุน
| ขาดทุนจากจุดสูงสุด (%) | กำไรที่ต้องได้เพื่อคืนทุน (%) |
|---|---|
| 5 | 5.26 |
| 10 | 11.11 |
| 20 | 25 |
| 25 | 33.33 |
| 30 | 42.86 |
| 40 | 66.67 |
| 50 | 100 |
| 60 | 150 |
| 70 | 233.33 |
| 80 | 400 |
| 90 | 900 |
ที่มา: คำนวณจากสูตร กำไรที่ต้องได้ = 1 ÷ (1 − ขาดทุน) − 1 โดยใช้ขาดทุนเป็นสัดส่วนของทุน ณ จุดสูงสุด ตัวเลขนี้ตรงกับที่ผู้จัดการกองทุนรายหนึ่งเขียนไว้ว่า drawdown 25% ต้องเด้งกลับมากกว่า 33% และขาดทุน 50% ต้องได้กลับ 100% ซึ่งใช้เป็นการยืนยันเลขคณิตเท่านั้น ไม่ใช่หลักฐานเชิงสถิติ
ข้อสังเกตจากตาราง ช่วงขาดทุนเล็ก ๆ กำไรที่ต้องใช้คืนแทบเท่ากับที่เสียไป แต่หลังจากราว 30–40% ตัวเลขฝั่งขวาเริ่มโตเร็วกว่าฝั่งซ้ายชัดเจน และพอถึง 80% ต้องได้ 400% นี่ไม่ใช่ “จุดห้ามเกิน” ที่ใครกำหนด เป็นแค่สิ่งที่เลขคณิตบอก แต่มันอธิบายได้ว่าทำไมกติกาชั้นที่ 1 ถึง 4 ถึงต้องตั้งก่อน การกันไม่ให้ drawdown ลึกตั้งแต่แรก ใช้แรงน้อยกว่าการไล่ทุนคืนทีหลังมาก
แพ้ติดกัน 10 ไม้ทุนเหลือเท่าไหร่ ล้างพอร์ตเพราะอะไร
แพ้ติดกันหลายไม้เป็นเรื่องที่เกิดได้กับทุกระบบ ตารางนี้ไม่ได้ทำนายว่าจะเกิดเมื่อไหร่ แค่ถามว่า “ถ้าเกิด” ทุนจะลดลงเร็วแค่ไหน เมื่อเสี่ยงเปอร์เซ็นต์ต่างกัน
| เสี่ยงต่อไม้ (%) | ทุนที่เหลือหลังแพ้ติดกัน 10 ไม้ (%) | แพ้ติดกันกี่ไม้ทุนเหลือไม่เกินครึ่ง |
|---|---|---|
| 1 | 90.44 | 69 |
| 2 | 81.71 | 35 |
| 5 | 59.87 | 14 |
| 10 | 34.87 | 7 |
| 20 | 10.74 | 4 |
ที่มา: คำนวณจากสูตร ทุนที่เหลือ = (1 − r)^n โดย r คือสัดส่วนความเสี่ยงต่อไม้ (เขียนเป็นเศษส่วนของหนึ่ง ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์) และ n คือจำนวนไม้ที่แพ้ติดกัน สมมติฐานคือเสี่ยงเท่ากันเป็น % ของทุนปัจจุบันทุกไม้ และสมมติว่าแพ้ติดกันล้วน ซึ่งเป็นการถามว่า “ถ้าเกิด” ไม่ใช่การคาดว่าจะเกิด ถ้าเสี่ยงเป็นจำนวนบาทคงที่แทน ตัวเลขจะต่างไปจากตารางนี้
อ่านตารางแบบตรง ๆ เสี่ยง 1% ต่อไม้ แพ้ติดกัน 10 ไม้ยังเหลือทุน 90.44% แต่เสี่ยง 20% ต่อไม้ แพ้ติดกันแค่ 4 ไม้ทุนก็เหลือไม่ถึงครึ่ง และแพ้ 10 ไม้เหลือ 10.74% ถ้าเอาไปเทียบกับตารางก่อนหน้า ทุนที่เหลือราวครึ่งเดียวหมายถึงต้องได้กำไรประมาณ 100% ถึงจะกลับมาที่เดิม
คำว่า “ล้างพอร์ต” ต้องแยกให้ออกเป็นสองความหมาย
- ในภาษาพูด ล้างพอร์ตหมายถึงเงินทุนหมดหรือบัญชีพัง ตารางนี้ใช้เป็นเลขคณิตว่าทุนลดลงเร็วแค่ไหนเมื่อเสี่ยงสูงและแพ้ติดกัน ไม่มีตัวเลขเกณฑ์ตายตัวว่าลดถึงเท่าไหร่จึงเรียกว่าล้างพอร์ต
- Stop Out เป็นกลไกของผู้ให้บริการ เป็นคนละเรื่องกับคำพูดข้างบน และไม่ได้อธิบายในบทนี้ อ่านได้ในบทความ Margin Call ซึ่งแสดงไว้ด้วยว่า Stop Out เกิดได้แม้ Equity ยังเป็นบวกอยู่
สาเหตุเชิงตัวเลขที่ทำให้ทุนหายเร็วมักมีสองแบบ แบบแรกคือขนาดไม้ใหญ่เมื่อเทียบกับระยะ stop จนไม้เดียวกิน Equity ไปก้อนใหญ่ แบบที่สองคือเสี่ยงเปอร์เซ็นต์สูงต่อไม้แล้วเจอแพ้ติดกันตามตารางข้างบน และระหว่างที่ไม้ยังเปิดอยู่ ขาดทุนลอยตัวกิน Equity ก่อนจะไปถึง Balance ดูรายละเอียดได้ที่บทความ Equity กับ Balance
ต้องพูดให้ชัดด้วยว่า การเสี่ยงต่อไม้ต่ำทำให้ทุนลดช้าลงในตาราง แต่ไม่ได้ปิดโอกาสที่ทุนจะหมด ถ้าระบบที่ใช้ขาดทุนสุทธิ ทุนยังมีแนวโน้มลดลง แค่ช้ากว่าเท่านั้น
Risk Reward เท่าไหร่ถึงคุ้ม ชนะกี่ % ถึงไม่ขาดทุน
R:R คืออัตราส่วนระหว่างเงินที่เสี่ยงกับเงินที่หวังได้ต่อไม้ ในบทนี้เขียนแบบ “เสี่ยง:ได้” เช่น 1:2 คือเสี่ยง 1 ส่วน หวังได้ 2 ส่วน ตัวเลขที่ต้องดูคู่กันทุกครั้งคืออัตราชนะที่จุดคุ้มทุน ซึ่งคำนวณได้จากสูตร
อัตราชนะที่คุ้มทุน = เสี่ยง ÷ (เสี่ยง + ได้)
| R:R (เสี่ยง:ได้) | อัตราชนะที่คุ้มทุน (%) |
|---|---|
| 2:1 | 66.67 |
| 1:1 | 50 |
| 1:2 | 33.33 |
| 1:3 | 25 |
ที่มา: คำนวณจากสูตร ตัวเลขทั้งหมดในหัวข้อนี้ไม่รวมต้นทุน อย่าง spread คอมมิชชัน และ swap ในการเทรดจริงต้นทุนพวกนี้ทำให้จุดคุ้มทุนจริงสูงกว่าที่ตารางแสดง
ตัวอย่างสมมุติ: ระบบหนึ่งใช้ R:R 1:2 คือเสียไม้ละ 1R ได้ไม้ละ 2R
- ถ้าชนะ 40% ค่าคาดหวังต่อไม้ = 40% × 2R − 60% × 1R = +0.2R
- ถ้าชนะ 30% ค่าคาดหวังต่อไม้ = 30% × 2R − 70% × 1R = −0.1R
R:R เท่าเดิมทุกอย่าง แต่อัตราชนะที่ต่างกันทำให้ผลพลิกจากบวกเป็นลบ R:R สูงจึงไม่ได้แปลว่าดีในตัวมันเอง ต้องดูคู่กับอัตราชนะที่ระบบทำได้จริง ซึ่งต้องมาจากการทดสอบ ไม่ใช่จากการตั้งเป้า
และนี่คือจุดที่ต้องพูดตรงที่สุดในบทนี้ money management ไม่สร้างความได้เปรียบ (edge) มันกำหนดขนาดของแต่ละไม้ แต่ไม่ได้เปลี่ยนค่าคาดหวังต่อไม้ ระบบที่ค่าคาดหวังติดลบ ต่อให้คุมขนาดไม้ดีแค่ไหน ค่าคาดหวังก็ยังติดลบ ต่างกันแค่ว่าเสียช้าหรือเสียเร็ว คนที่เทรดมานานแล้วยังไม่มีกำไรจึงควรแยกให้ออกว่าปัญหาอยู่ที่ขนาดไม้ หรืออยู่ที่ตัวระบบเอง
ควรตั้งเพดานขาดทุนรายวันไหม ตั้งยังไง
คำถามที่เจอบ่อยในกระทู้คือ “เสียไปเยอะแล้ว ควรหยุดแค่นี้ไหม” ปัญหาของคำถามนี้คือมันถูกถามตอนที่กำลังเจ็บ ซึ่งเป็นจังหวะที่ตัดสินใจได้ยากที่สุด เพดานขาดทุนรายวันมีไว้ให้คำถามนี้ถูกตอบไปแล้วตั้งแต่ก่อนเริ่มวัน
ในเชิงกลไก เพดานคือกติกาที่เขียนไว้ล่วงหน้า วัดเป็น % ของ Equity ต้นวัน แล้วแปลงเป็น “จำนวนไม้ที่เสียได้” เพื่อให้นับง่ายระหว่างวัน
ตัวอย่างสมมุติ: คนหนึ่งมีทุน 10,000 บาท ตั้งเพดานขาดทุนรายวันเองไว้ที่ 3% ของ Equity ต้นวัน เท่ากับ 300 บาท และเสี่ยงไม้ละ 100 บาท แปลว่าวันนั้นเสียได้ 3 ไม้ ครบแล้วหยุดเปิดไม้ใหม่จนถึงวันถัดไป
ตัวเลข 3% เป็นของคนในตัวอย่างนี้เท่านั้น ไม่ใช่มาตรฐาน แต่ละคนต้องตั้งเองให้สอดคล้องกับความเสี่ยงต่อไม้ที่ใช้ ถ้าเพดานรายวันเล็กกว่าความเสี่ยงต่อไม้ไม้เดียว กติกาก็ไม่มีความหมาย เพดานรายสัปดาห์ใช้หลักเดียวกัน แค่วัดจาก Equity ต้นสัปดาห์แทน
ภาพเปรียบที่เห็นชัดคือวงโป๊กเกอร์ ซึ่งคนเล่นจริงจังมักกำหนดว่าคืนนี้เสียได้เท่าไหร่แล้วลุกจากโต๊ะ เขียนไว้ในบทความโป๊กเกอร์กับการเทรด ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมคนถึงฝ่ากติกาที่ตั้งเองไว้ เป็นเรื่องพฤติกรรมซึ่งจะแยกเขียนเป็นอีกบท
เช็กลิสต์ก่อนกดเปิดไม้
ห้าข้อนี้ใช้ได้ทุกตลาด และไม่ต้องจำตัวเลขใหม่
- เขียนความเสี่ยงต่อไม้เป็นบาทก่อน ไม่ใช่เป็นความรู้สึก
- วาง stop ที่จุดที่ไอเดียของไม้นี้ผิด ไม่ใช่จุดที่อยากให้ขนาดไม้ออกมาเท่านี้
- คำนวณขนาดไม้จากระยะ stop ด้วยสูตร ขนาดสถานะ = ความเสี่ยงต่อไม้ ÷ ความเสี่ยงต่อหน่วย
- ดูว่าเพดานขาดทุนของวันและของสัปดาห์ยังเหลือเท่าไหร่ ถ้าไม่เหลือก็ไม่เปิด
- ตรวจว่าใช้ตัวเลข Equity ไม่ใช่ Balance เป็นฐาน เพราะ Equity รวมขาดทุนลอยตัวของไม้ที่เปิดค้างอยู่แล้ว
สรุป
- Money Management คือกติกา 4 ชั้นที่ตั้งก่อนเปิดไม้ ความเสี่ยงต่อไม้ ขนาดไม้จากระยะ stop เพดานขาดทุนต่อวันและสัปดาห์ และแผนเมื่อเกิด drawdown
- ตัวเลข 1–2% ต่อไม้เป็นธรรมเนียมที่ตำราและสื่อการเรียนรู้ยกตัวอย่าง ไม่ใช่กฎ แต่ละคนต้องตั้งเองโดยดูผลในตารางแพ้ติดกัน
- เลขคณิตของการขาดทุนไม่สมมาตร ขาดทุน 50% ต้องได้กำไร 100% ถึงคืนทุน การกันไม่ให้ drawdown ลึกจึงสำคัญกว่าการไล่คืน
- money management จำกัดความเสียหายที่วางแผนไว้ แต่ไม่สร้าง edge ระบบที่ขาดทุนสุทธิยังขาดทุนสุทธิ