CPI คือดัชนีราคาผู้บริโภค ย่อมาจาก Consumer Price Index และตัวที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาคือดัชนีของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) นิยามไว้ว่าเป็นการวัด การเปลี่ยนแปลงโดยเฉลี่ยของราคาที่ผู้บริโภคจ่ายสำหรับตะกร้าสินค้าและบริการตัวแทน ตะกร้านั้นไม่ได้ตั้งขึ้นลอย ๆ แต่สร้างจากข้อมูลค่าใช้จ่ายละเอียดที่ครัวเรือนและบุคคลรายงานว่าซื้ออะไรไปจริง ๆ แล้วถูกจัดเป็นมากกว่า 200 หมวดย่อย รวบไว้ใน 8 หมวดใหญ่ จุดที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุดคือคิดว่า CPI เท่ากับค่าครองชีพ ทั้งที่ BLS เขียนไว้เองว่าดัชนีตัวนี้ต่างจากดัชนีค่าครองชีพที่สมบูรณ์ในหลายประเด็นสำคัญ

ภาพปกของบทนี้เขียนว่าตัวเลขแกนคือการตัดอาหารกับพลังงานออก ซึ่งต้องย้ำเป็นตัวหนังสืออีกครั้งว่า กล่องสินค้า 2 ใบที่ถูกเส้นประล้อมไว้นอกรถเข็นในภาพ คือภาพแทนหมวดอาหารกับหมวดพลังงานที่ถูกตัดออกจากดัชนีตัวแกน ไม่ใช่สินค้าที่หายไปจากชีวิตจริงของใคร ตัวเลขหลักยังนับทุกหมวดอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่ต่างกันคือขอบเขตของดัชนีสองตัวที่เผยแพร่คู่กัน ไม่ใช่ว่าตัวหนึ่งจริงกว่าอีกตัว

อัปเดตข้อมูล: 20 กันยายน 2569

ที่ต้องกางเรื่องนี้เพราะ CPI เป็นคำที่โผล่ในพาดหัวข่าวและในปฏิทินเศรษฐกิจแทบทุกเดือน แต่แทบไม่มีใครหยุดนิยามให้ฟังสักครั้งว่ามันวัดอะไร วัดของใคร และวัดไม่ได้ตรงไหน คนจำนวนมากจึงจำมาเป็นก้อนว่า “CPI คือเงินเฟ้อ” แล้วเอาไปใช้ตอบทุกคำถาม ตั้งแต่ทำไมข้าวของแพงขึ้น ไปจนถึงทำไมราคาสินทรัพย์ขยับตอนข่าวออก ทั้งที่ดัชนีตัวเดียวไม่ได้ออกแบบมาตอบทุกข้อนั้น

หน้านี้เป็นหน้านิยามล้วน ตั้งใจ ไม่ใส่ตัวเลข CPI ของงวดไหนเลย เพราะตัวเลขงวดเปลี่ยนทุกเดือน และเนื้อหาที่ผูกกับงวดใดงวดหนึ่งจะเก่าทันทีที่ประกาศรอบถัดไป สิ่งที่เก่าไม่เป็นคือโครงสร้างของดัชนี ซึ่งเป็นสิ่งที่บทนี้กางให้ดูทั้งบท

อีกอย่างที่ต้องบอกไว้ตั้งแต่ต้น ทุกอย่างในบทนี้พูดถึง ดัชนีของสหรัฐอเมริกา เท่านั้น เงินเฟ้อของไทยเป็นคนละดัชนี คนละผู้จัดทำ คนละตะกร้าสินค้า และคนละกำหนดการเผยแพร่ เราไม่ได้ดึงแหล่งข้อมูลฝั่งไทยมาประกอบบทนี้ จึงไม่ใส่ตัวเลขฝั่งไทยไว้เลยแม้แต่ตัวเดียว ใครอ่านเจอตัวเลข CPI ในข่าวต่างประเทศแล้วเอาไปเทียบกับค่าครองชีพในไทยตรง ๆ กำลังเทียบของคนละชุดกันอยู่

CPI คืออะไร

นิยามที่ BLS เขียนไว้ตรง ๆ คือ CPI เป็น การวัดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉลี่ยของราคาที่ผู้บริโภคจ่ายสำหรับตะกร้าสินค้าและบริการตัวแทน ตลอดช่วงเวลาหนึ่ง ประโยคเดียวนี้มีคำสำคัญซ่อนอยู่สามคำที่ต้องแยกให้ออก

คำแรกคือ โดยเฉลี่ย ดัชนีนี้เป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ราคาของสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง และไม่ใช่บิลค่าใช้จ่ายของใครคนใดคนหนึ่ง คำที่สองคือ ตะกร้าตัวแทน แปลว่ามีการเลือกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะนับอะไรบ้างและนับในสัดส่วนแบบไหน ไม่ใช่การนับทุกอย่างที่ขายอยู่ในประเทศ คำที่สามคือ ตลอดช่วงเวลาหนึ่ง ดัชนีนี้เป็นเครื่องมือวัดการเปลี่ยนแปลงเทียบกับอดีต ไม่ใช่เครื่องมือบอกว่าของชิ้นหนึ่งควรมีราคาเท่าไหร่

ที่มาของตะกร้าเป็นจุดที่คนข้ามบ่อยแต่สำคัญมาก BLS ระบุว่าตะกร้าสินค้าของ CPI สร้างขึ้นจากข้อมูลค่าใช้จ่ายโดยละเอียดที่ครัวเรือนและบุคคลให้ไว้ว่าพวกเขาซื้ออะไรไปจริง ๆ ไม่ใช่รายการที่หน่วยงานนั่งกำหนดเองตามใจว่าคนน่าจะใช้จ่ายกับอะไร นี่คือเหตุผลที่ดัชนีสะท้อนพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชากรกลุ่มหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง และเป็นเหตุผลเดียวกับที่มันไม่มีทางตรงกับตะกร้าของครัวเรือนใดครัวเรือนหนึ่งได้เป๊ะ ๆ

สิ่งที่ตามมาจากนิยามนี้และต้องจำให้แม่นคือ CPI เป็นดัชนีราคา ไม่ใช่มาตรวัดความเป็นอยู่ มันตอบได้ว่าราคาของตะกร้าที่กำหนดไว้เปลี่ยนไปเท่าไหร่เทียบกับก่อนหน้า แต่มันไม่ได้ตอบว่าคนคนหนึ่งใช้ชีวิตลำบากขึ้นหรือง่ายขึ้นแค่ไหน สองคำถามนั้นเกี่ยวข้องกันก็จริง แต่ไม่ใช่คำถามเดียวกัน และการเอาคำตอบของข้อแรกไปตอบข้อที่สองคือรากของความเข้าใจผิดเกือบทั้งหมดเกี่ยวกับดัชนีตัวนี้

CPI วัดของใคร

คำถามนี้สำคัญกว่าที่คนคิด เพราะ CPI ไม่ได้มีเวอร์ชันเดียว BLS ระบุว่าดัชนีนี้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาโดยเฉลี่ยสำหรับตะกร้าสินค้าและบริการของ ประชากรเป้าหมายสองกลุ่ม คือกลุ่มผู้บริโภคในเขตเมืองทั้งหมด ซึ่งเรียกว่าประชากร CPI-U และกลุ่มผู้ใช้แรงงานกับพนักงานสำนักงานในเขตเมือง ซึ่งเรียกว่าประชากร CPI-W

ขนาดของสองกลุ่มนี้ต่างกันมาก และถ้อยคำที่ BLS ใช้ก็ต่างกันด้วย กลุ่ม CPI-U นั้น BLS เขียนว่าคิดเป็น มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรสหรัฐฯ ส่วนกลุ่ม CPI-W นั้นเขียนว่าคิดเป็น ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด คำว่ามากกว่ากับคำว่าประมาณไม่ใช่คำฟุ่มเฟือย มันคือความแม่นยำระดับที่ต้นฉบับยอมรับได้ และการตัดสองคำนี้ทิ้งแล้วเขียนเป็นตัวเลขกลม ๆ คือการทำให้ข้อมูลแม่นเกินจริง

ตาราง ก — ประชากรเป้าหมายสองกลุ่มของ CPI

กลุ่มครอบคลุมใครสัดส่วนตามถ้อยคำต้นฉบับ
CPI-Uผู้บริโภคในเขตเมืองทั้งหมดมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรสหรัฐฯ
CPI-Wผู้ใช้แรงงานและพนักงานสำนักงานในเขตเมืองประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด

จุดที่ต้องระวังที่สุดในตารางนี้คือ CPI-W เป็นกลุ่มย่อยที่อยู่ภายในกลุ่ม CPI-U ไม่ใช่กลุ่มที่แยกออกไปต่างหาก เพราะฉะนั้น ห้ามเอาสองตัวเลขนี้มาบวกกันเพื่อหาความครอบคลุมรวม และห้ามเอามาลบกันเพื่อหาส่วนที่เหลือ การคำนวณแบบนั้นให้คำตอบที่ไม่มีความหมาย เพราะคนกลุ่มเดียวกันถูกนับอยู่ในทั้งสองตัวเลข

ผลในทางปฏิบัติคือ เวลาเห็นข่าวอ้างตัวเลข CPI ควรรู้ว่ากำลังพูดถึงดัชนีที่อิงประชากรกลุ่มไหน เพราะน้ำหนักของหมวดค่าใช้จ่ายในตะกร้าของสองกลุ่มไม่จำเป็นต้องเท่ากัน คนที่เอาตัวเลขจากคนละกลุ่มประชากรมาวางต่อกันเป็นอนุกรมเดียวกำลังต่อเส้นที่ไม่ควรต่อ

ในตะกร้ามีอะไรบ้าง

BLS จัดรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดของ CPI เป็น มากกว่า 200 หมวดย่อย แล้วรวบขึ้นมาเป็น 8 หมวดใหญ่ ตามตารางข้างล่าง ตัวเลขที่เราเห็นเป็นบรรทัดเดียวในข่าวจึงเป็นยอดที่กลั่นมาจากหมวดย่อยหลายร้อยหมวด

ตาราง ข — 8 หมวดใหญ่ในตะกร้า CPI

หมวดใหญ่ตัวอย่างสิ่งที่อยู่ในหมวด
อาหารและเครื่องดื่ม (food and beverages)ค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มของครัวเรือน
ที่อยู่อาศัย (housing)ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย
เครื่องนุ่งห่ม (apparel)ค่าใช้จ่ายด้านเครื่องนุ่งห่ม
การเดินทางขนส่ง (transportation)ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและการขนส่ง
การรักษาพยาบาล (medical care)ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล
นันทนาการ (recreation)ค่าใช้จ่ายด้านนันทนาการ
การศึกษาและการสื่อสาร (education and communication)ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและการสื่อสาร
สินค้าและบริการอื่น ๆ (other goods and services)ค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือซึ่งไม่ถูกจัดเข้า 7 หมวดข้างบน

BLS จัดรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นมากกว่า 200 หมวดย่อย แล้วรวบเป็น 8 หมวดใหญ่นี้ คอลัมน์ขวาในตารางเขียนกว้าง ๆ ตามชื่อหมวดโดยตั้งใจ เพราะเราไม่ได้ดึงรายการสินค้ารายตัวในแต่ละหมวดมา การไปแต่งรายการสินค้าเองให้ดูละเอียดกว่านี้จะกลายเป็นการเดาแทนต้นฉบับ

แก่นของหัวข้อนี้ไม่ได้อยู่ที่ชื่อหมวด แต่อยู่ที่ผลของการรวบ: ตัวเลขเดียวที่เป็นค่าเฉลี่ยของหลายร้อยหมวด ย่อมซ่อนความต่างระหว่างหมวดไว้เสมอ ราคาในบางหมวดขยับทางหนึ่ง บางหมวดขยับอีกทาง แล้วผลลัพธ์ออกมาเป็นบรรทัดเดียว คนที่ใช้จ่ายหนักไปทางหมวดใดหมวดหนึ่งจึงรู้สึกไม่ตรงกับตัวเลขรวมได้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เพราะตัวเลขผิด แต่เพราะตัวเลขนั้นไม่เคยพยายามเป็นตะกร้าของเขาตั้งแต่แรก

และต้องบอกตรง ๆ ว่าบทนี้ ไม่ระบุว่าหมวดไหนมีน้ำหนักเท่าไหร่ในตะกร้า เพราะเราดึงได้แค่จำนวนหมวด ไม่ได้ดึงตารางน้ำหนักมา การไปบอกว่าหมวดไหนสำคัญที่สุดโดยไม่มีน้ำหนักในมือคือการเดา ซึ่งเป็นสิ่งที่เว็บนี้ไม่ทำ

ตัวเลขหลักกับตัวเลขแกน (core) ต่างกันยังไง

ตัวเลขแกนหรือที่เรียกทับศัพท์ว่า core CPI คือดัชนีที่ ตัดหมวดอาหารและหมวดพลังงานออก ชื่อทางการที่ BLS ใช้เรียกดัชนีตัวนี้คือ all items less food and energy ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ทุกรายการยกเว้นอาหารและพลังงาน” ชื่อนี้บอกขอบเขตของมันครบถ้วนอยู่แล้วโดยไม่ต้องตีความเพิ่ม

เหตุผลที่มีดัชนีตัวนี้ ต้องอ้างตามที่ BLS เขียนจริงเท่านั้น คือ ผู้ใช้ข้อมูลบางกลุ่มใช้ดัชนีตัวนี้เพราะราคาอาหารและพลังงานผันผวนค่อนข้างมาก และพวกเขาต้องการโฟกัสไปที่สิ่งที่พวกเขา “มองว่า” เป็นอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ประโยคนี้มีคำว่ามองว่าอยู่ในต้นฉบับ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการที่หน่วยงานสถิติประกาศว่าตัวเลขแกนคืออัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง หน่วยงานสถิติไม่ได้เขียนแบบนั้น และบทนี้ก็จะไม่เขียนแบบนั้น

ตาราง ค — ตัวเลขหลัก เทียบ ตัวเลขแกน

ประเด็นตัวเลขหลัก (all items)ตัวเลขแกน (all items less food and energy)
รวมอะไรบ้างรวมทุกหมวดในตะกร้า รวมทั้งหมวดอาหารและหมวดพลังงานรวมทุกหมวดในตะกร้า ยกเว้นหมวดอาหารและหมวดพลังงาน
ทำไมถึงมีสองตัวเป็นดัชนีที่ครอบคลุมตะกร้าทั้งหมดตามนิยามของดัชนีมีไว้ให้ผู้ใช้ข้อมูลบางกลุ่มที่เห็นว่าราคาอาหารและพลังงานผันผวนค่อนข้างมาก
ข้อควรระวังในการตีความครอบคลุมกว่า แต่ก็รับผลของหมวดที่ผันผวนเข้ามาเต็ม ๆเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ข้อมูลบางกลุ่ม “มองว่า” เป็นอัตราพื้นฐาน ตามถ้อยคำของหน่วยงานสถิติเอง ไม่ใช่คำประกาศว่าตัวนี้คืออัตราที่แท้จริง

ไม่มีช่องไหนในตารางนี้เขียนว่าตัวไหนดีกว่าตัวไหน และนั่นคือความตั้งใจ ดัชนีสองตัวนี้มีขอบเขตต่างกัน จึงตอบคำถามคนละแบบ การตัดสินว่าตัวเลขไหน “จริงกว่า” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานสถิติ แต่เป็นการตีความของผู้ใช้ข้อมูล ใครเจอบทความที่บอกว่าตัวเลขแกนแม่นกว่าให้รู้ไว้ว่านั่นคือความเห็น ไม่ใช่สิ่งที่ต้นฉบับเขียน

ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ควรทำเวลาอ่านข่าวคือ เช็คก่อนว่าพาดหัวกำลังอ้างดัชนีตัวไหน ระหว่างตัวหลักกับตัวแกน เพราะสองตัวนี้เคลื่อนไหวไม่เหมือนกันโดยธรรมชาติของขอบเขตที่ต่างกัน การจำตัวเลขจากข่าวชิ้นหนึ่งไปเทียบกับตัวเลขจากข่าวอีกชิ้นโดยไม่รู้ว่าเป็นดัชนีคนละตัว คือการเทียบของคนละอย่าง

CPI เท่ากับค่าครองชีพเลยไหม

ไม่เท่ากัน และนี่ไม่ใช่การตีความของเรา แต่เป็นสิ่งที่ BLS เขียนไว้เองตรง ๆ ว่า CPI มักถูกเรียกว่าดัชนีค่าครองชีพ แต่มันต่างจากมาตรวัดค่าครองชีพที่สมบูรณ์ในหลายประเด็นสำคัญ ประโยคนี้อยู่ในเอกสารคำถามคำตอบของหน่วยงานเอง ไม่ใช่คำวิจารณ์จากคนนอก และเป็นประโยคที่บทความแปลจำนวนมากตัดทิ้งเพราะมันทำให้เรื่องเล่าที่ว่า “CPI คือค่าครองชีพ” ฟังดูไม่เรียบร้อย

เหตุผลเชิงโครงสร้างที่ทำให้ความรู้สึกของคนไม่ตรงกับตัวเลข อธิบายได้โดยไม่ต้องใช้ตัวเลขประกอบเลย ข้อแรก ตะกร้าที่ใช้เป็นตะกร้าเฉลี่ยของประชากรกลุ่มเป้าหมายทั้งกลุ่ม ไม่ใช่ตะกร้าของครัวเรือนใดครัวเรือนหนึ่ง ครัวเรือนที่ใช้จ่ายหนักไปทางหมวดใดหมวดหนึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย ย่อมได้ประสบการณ์ราคาที่ไม่ตรงกับดัชนีรวม

ข้อที่สอง ดัชนีนี้เป็น ดัชนีราคา ล้วน ๆ มันติดตามว่าราคาของตะกร้าที่กำหนดไว้เปลี่ยนไปอย่างไร ส่วนคำว่าค่าครองชีพในความหมายเต็มนั้นกว้างกว่านั้นมาก และนั่นคือความต่างที่หน่วยงานสถิติบอกเองว่ามีอยู่ในหลายประเด็นสำคัญ เราไม่ไล่ลงรายละเอียดว่าต่างกันข้อไหนบ้าง เพราะไม่ได้ดึงเอกสารวิธีการมาประกอบ และการเดารายละเอียดเพิ่มเองไม่ใช่มาตรฐานของหน้านี้

ข้อที่สาม ดัชนีนี้วัด การเปลี่ยนแปลงเทียบกับอดีต ไม่ได้วัดระดับความแพงในเชิงสัมบูรณ์ ของที่แพงอยู่แล้วแล้วราคาหยุดนิ่ง จะไม่ทำให้ดัชนีขยับ ทั้งที่คนจ่ายยังรู้สึกแพงเท่าเดิมทุกเดือน ความรู้สึกกับสิ่งที่ดัชนีวัดจึงเดินคนละจังหวะกันได้โดยที่ไม่มีใครผิด

สรุปหัวข้อนี้สั้น ๆ คือ ความรู้สึกว่าของแพงกว่าที่ตัวเลขบอก ไม่ใช่หลักฐานว่าตัวเลขโกหก และตัวเลขที่ออกมานิ่ง ก็ไม่ใช่หลักฐานว่าชีวิตใครสบายขึ้น ทั้งสองอย่างเป็นคนละคำถามที่บังเอิญใช้คำว่าแพงเหมือนกัน

ทำไมเทรดเดอร์ถึงรอตัวเลขนี้

คำตอบเชิงโครงสร้างคือ CPI เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจด้านนโยบายอัตราดอกเบี้ย และการตัดสินใจนั้นเป็นเรื่องที่ตลาดการเงินให้ความสนใจอยู่แล้วเป็นปกติ เพราะฉะนั้นข้อมูลชุดที่ป้อนเข้าไปในกระบวนการตัดสินใจย่อมถูกจับตาไปด้วย และนี่คือทั้งหมดที่หน้านี้จะพูดเรื่องนโยบายดอกเบี้ย เพราะหน้านี้เป็นหน้านิยามของดัชนีราคา ไม่ใช่หน้าอธิบายนโยบาย เราไม่ได้ดึงเอกสารฝั่งนโยบายมาประกอบบทนี้เลย จึงไม่ใส่ตัวเลขใด ๆ ของฝั่งนั้นลงในหน้านี้ เรื่องฝั่งนโยบายและกำหนดการของมัน เราเขียนแยกไว้ทั้งบทแล้วที่ FOMC คืออะไร ประกาศกี่โมงเวลาไทย

ผลที่สังเกตได้ในทางปฏิบัติคือ ช่วงที่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญถูกเผยแพร่มักเป็นช่วงที่ราคาสินทรัพย์แกว่ง และ CPI เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนั้น แต่บทนี้จะไม่บอกว่าสินทรัพย์ไหนจะไปทางไหน และไม่บอกว่าแกว่งแรงแค่ไหน เพราะทั้งสองอย่างต้องมีข้อมูลรองรับ ซึ่งเราไม่ได้เก็บไว้สำหรับหน้านี้ การเขียนทิศทางหรือขนาดการแกว่งลงไปโดยไม่มีตัวเลขคือการขายความมั่นใจปลอม ๆ ให้ผู้อ่าน

ข้อมูลเศรษฐกิจที่ตลาดจับตามีมากกว่าตัวนี้ตัวเดียว ตัวอย่างที่เราเคยบันทึกไว้พร้อมบริบทของวันนั้นคือข้อมูลการจ้างงาน ซึ่งอยู่ในบท NFP คืออะไร ทำไมบิทคอยน์กับทองร่วง แยกไว้ต่างหาก หน้านี้จึงไม่อธิบายข้อมูลการจ้างงานซ้ำ

สิ่งที่อยากให้ติดไปจากหัวข้อนี้ไม่ใช่ “ข่าวออกแล้วต้องทำอะไร” แต่เป็นคำถามที่ตรงกว่านั้น: การที่ราคาขยับตอนข่าวออก กับการที่เรามีวิธีทำเงินจากมันได้จริง เป็นคนละเรื่องกันคนละชั้น ข้อแรกสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ข้อที่สองต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องของหัวข้อปิดบท

ประกาศเมื่อไหร่

ตารางกำหนดการเผยแพร่ข่าว CPI ของปี 2026 ที่เราดึงมาจากหน่วยงานสถิติ ระบุเวลา 08:30 ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ เหมือนกันทุกแถว ซึ่งแปลงเป็นเวลาไทยได้ สองค่า ไม่ใช่ค่าเดียว คือ 19:30 ในช่วงที่สหรัฐฯ ใช้เวลาออมแสง และ 20:30 นอกช่วงนั้น เพราะส่วนต่างเวลาระหว่างไทยกับเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ สลับไปมาระหว่าง 11 กับ 12 ชั่วโมง โดยปี 2026 ช่วงเวลาออมแสงเริ่ม 8 มีนาคม และสิ้นสุด 1 พฤศจิกายน 2026 ตามประกาศของหน่วยงานมาตรฐานเวลา กฎแปลงเวลาแบบครบเงื่อนไขนี้มาจาก ตารางอ้างอิงที่ทีมงานรวบรวมและตรวจสอบเอง ซึ่งตรงกับตารางของหน่วยงานสถิติที่ดึงใหม่ทุกแถวเมื่อวันที่เขียนบทนี้ ต่างจากเว็บทั่วไปที่บอกเวลาไทยค่าเดียวลอย ๆ ซึ่งจะผิดไปครึ่งปีโดยอัตโนมัติ · เวลา 08:30 นี้เป็นสิ่งที่ปรากฏในตารางของปี 2026 ที่ดึงมา ไม่ใช่กฎถาวร ทั้งตารางกำหนดการและช่วงเวลาออมแสงเปลี่ยนได้ จึงควรเปิดตารางปัจจุบันของหน่วยงานสถิติเช็คเองทุกครั้งก่อนรอ ส่วนวันประกาศทั้งปีและข่าวเศรษฐกิจตัวอื่นพร้อมเวลาไทย เรารวบไว้ให้แล้วที่ ปฏิทินข่าวเวลาไทย

CPI ประกาศกี่โมงเวลาไทย? ปฏิทิน CPI ที่เหลือปี 2026

ตรวจสอบตารางครั้งล่าสุด: 5 ต.ค. 2026

ตารางด้านล่างคือกำหนดการเผยแพร่ CPI ทั้งปี 2026 ตามตารางทางการของหน่วยงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ทุกแถวประกาศเวลา 08:30 เวลาตะวันออกของสหรัฐฯ เหมือนกัน เวลาไทยในคอลัมน์ขวาใช้กฎเดียวกับหัวข้อก่อนหน้า คือ 19:30 น. ในช่วงเวลาออมแสง (8 มี.ค. – 1 พ.ย. 2026) และ 20:30 น. นอกช่วงนั้น

ตาราง จ — ปฏิทิน CPI ปี 2026 (วันที่ US / เดือนอ้างอิง / เวลาไทย)

วันที่ประกาศ (US)เดือนอ้างอิงเวลาไทยสถานะ
13 ม.ค. 2026ธ.ค. 202520:30 น.ผ่านแล้ว
13 ก.พ. 2026ม.ค. 202620:30 น.ผ่านแล้ว
11 มี.ค. 2026ก.พ. 202619:30 น.ผ่านแล้ว
10 เม.ย. 2026มี.ค. 202619:30 น.ผ่านแล้ว
12 พ.ค. 2026เม.ย. 202619:30 น.ผ่านแล้ว
10 มิ.ย. 2026พ.ค. 202619:30 น.ผ่านแล้ว
14 ก.ค. 2026มิ.ย. 202619:30 น.ผ่านแล้ว
12 ส.ค. 2026ก.ค. 202619:30 น.ผ่านแล้ว
11 ก.ย. 2026ส.ค. 202619:30 น.ผ่านแล้ว
14 ต.ค. 2026ก.ย. 202619:30 น.ยังไม่ถึง
10 พ.ย. 2026ต.ค. 202620:30 น.ยังไม่ถึง
10 ธ.ค. 2026พ.ย. 202620:30 น.ยังไม่ถึง

แหล่งของวันที่ทั้งตาราง: หน้ากำหนดการเผยแพร่ CPI ทางการ https://www.bls.gov/schedule/news_release/cpi.htm ดึงข้อมูลวันที่ 5 ต.ค. 2026 — ตารางนี้เปลี่ยนแปลงได้ ควรเปิดยืนยันซ้ำก่อนถึงวันเสมอเช่นเดียวกับปฏิทิน FOMC

ตัวเลข CPI มีมากกว่าหนึ่งชุด

เรื่องนี้ทำให้คนเถียงกันโดยไม่รู้ตัวบ่อยมาก เพราะตัวเลข CPI ที่เผยแพร่ออกมาไม่ได้มีชุดเดียว มีทั้งชุดที่ ปรับฤดูกาลแล้ว และชุดที่ ไม่ได้ปรับฤดูกาล BLS อธิบายว่าการปรับฤดูกาลคือ การขจัดผลของอิทธิพลตามฤดูกาลที่เกิดซ้ำ ๆ ออกจากอนุกรมข้อมูลเศรษฐกิจหลายชุด รวมถึงราคาผู้บริโภคด้วย บทนี้จะไม่อธิบายว่าการปรับนั้นคำนวณอย่างไร เพราะเราไม่ได้ดึงเอกสารวิธีการมา และการอธิบายวิธีคำนวณโดยเดาเอาคือสิ่งที่เว็บนี้ไม่ทำ

สิ่งที่ต้นฉบับเขียนไว้ชัดและเอามาใช้ได้เลยคือ ใครควรใช้ชุดไหน BLS ระบุว่าผู้ใช้ข้อมูลที่สนใจวิเคราะห์ แนวโน้มราคาโดยรวมในระบบเศรษฐกิจ ควรใช้ดัชนีชุดที่ปรับฤดูกาลแล้ว ขณะที่ผู้ที่ใช้ CPI ในข้อตกลงปรับค่าตามราคา เช่น การปรับยอดจ่ายตามความเปลี่ยนแปลงของราคา โดยทั่วไปไม่ควรใช้ชุดที่ปรับฤดูกาล ถ้อยคำสองประโยคนี้บอกอะไรที่สำคัญกว่าตัวมันเอง คือหน่วยงานสถิติยอมรับเองว่าชุดข้อมูลสองชุดนี้เหมาะกับงานคนละแบบ

ผลที่ตามมาซึ่งผู้อ่านต้องเอาไปใช้จริงมีข้อเดียว แต่หนักแน่น: เวลาเห็นข่าวอ้างตัวเลข CPI ต้องรู้ก่อนว่าเป็นตัวเลขชุดไหน เพราะเอาตัวเลขข้ามชุดมาเทียบกันไม่ได้ ถ้าข่าวชิ้นหนึ่งอ้างชุดที่ปรับฤดูกาล แล้วอีกชิ้นอ้างชุดที่ไม่ปรับ การเอาสองตัวเลขนั้นมาวางคู่กันแล้วสรุปว่าอะไรเร่งขึ้นหรือชะลอลง คือการเปรียบเทียบที่ไม่มีความหมายตั้งแต่ต้น ทั้งที่ทั้งสองตัวเลขนั้นถูกต้องในชุดของตัวเองทุกประการ

และเพื่อความตรงไปตรงมา บทนี้ ไม่อธิบายความต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงเทียบเดือนก่อนกับเทียบปีก่อน และไม่อธิบายความต่างระหว่างระดับดัชนีกับอัตราการเปลี่ยนแปลง เพราะเราหาถ้อยคำนิยามจากแหล่งชั้นต้นของหน่วยงานสถิติไม่ได้ในวันที่ทำบทนี้ สิ่งที่พูดได้จึงมีแค่ว่า ตัวเลขที่ข่าวอ้างมีได้หลายแบบ และหน้าที่ของผู้อ่านคือดูให้ออกว่าข่าวกำลังพูดถึงแบบไหน การเติมคำอธิบายที่ไม่มีแหล่งลงไปให้ดูครบถ้วนกว่านี้ เป็นการแลกความน่าเชื่อถือกับความสวยงามของบทความ ซึ่งไม่คุ้ม

จะใช้ตัวเลขนี้ยังไงให้ไม่หลอกตัวเอง

เริ่มจากการแยกให้ออกว่าดัชนีตัวนี้ตอบอะไรได้และตอบอะไรไม่ได้ ตารางข้างล่างคือจุดยืนของเว็บนี้ ไม่ใช่การสรุปจากต้นฉบับ แต่ทุกช่องอ้างเหตุผลกลับไปที่นิยามและข้อจำกัดที่หน่วยงานสถิติเขียนไว้เอง

ตาราง ง — CPI บอกอะไรได้ บอกอะไรไม่ได้

คำถามCPI ตอบได้ไหมเพราะ
ราคาโดยเฉลี่ยของตะกร้าสินค้าและบริการตัวแทนเปลี่ยนไปแค่ไหนตอบได้เป็นสิ่งที่นิยามของดัชนีระบุไว้ตรง ๆ ว่าวัดอยู่
ค่าครองชีพของครัวเรือนคุณเปลี่ยนไปแค่ไหนตอบไม่ได้ทั้งหมดหน่วยงานสถิติระบุเองว่าดัชนีนี้ต่างจากมาตรวัดค่าครองชีพที่สมบูรณ์ในหลายประเด็นสำคัญ และตะกร้าที่ใช้เป็นค่าเฉลี่ยของประชากรกลุ่มเป้าหมาย
ราคาสินทรัพย์จะไปทางไหนหลังประกาศตอบไม่ได้ดัชนีนี้เป็นมาตรวัดราคาผู้บริโภค ไม่ใช่แบบจำลองพฤติกรรมราคาสินทรัพย์ และเราไม่มีข้อมูลรองรับการทำนายทิศทางใด ๆ

แถวล่างสุดคือแถวที่คนอยากได้คำตอบมากที่สุดและเป็นแถวที่บทความส่วนใหญ่เผลอตอบให้ ทั้งที่ตอบไม่ได้ ความรู้สึกว่า “ข่าวออกแล้วราคาวิ่ง” เป็นการสังเกตที่ถูกต้องในระดับปรากฏการณ์ แต่มันยังห่างจากการมีวิธีทำเงินที่ใช้ได้จริงอีกหลายด่าน

ลำดับการตรวจที่เราใช้กับทุกไอเดียในเว็บนี้ ทำตามนี้เสมอ

  1. เทียบกับการสุ่มก่อน ตัวเลขอะไรก็ตามที่จะเอามาใช้ตัดสินใจ ต้องพิสูจน์ก่อนว่าผลที่ได้ดีกว่าการโยนเหรียญอย่างมีนัย ไม่ใช่แค่ดูดีเมื่อเล่าย้อนหลัง มาตรฐานที่เราใช้วัดทุกระบบอยู่ในบท วัดผลระบบเทรดยังไงให้รู้ว่าไม่ได้ฟลุก ซึ่งเป็นด่านแรกที่ทุกไอเดียต้องผ่านก่อนจะได้พื้นที่ในเว็บนี้
  2. นับจำนวนตัวอย่างที่มีจริง ข้อมูลที่ประกาศเดือนละครั้งสะสมจำนวนเหตุการณ์ได้ช้ามาก และข้อสรุปที่สร้างจากเหตุการณ์ไม่กี่ครั้งมักเป็นเสียงรบกวนที่ถูกเล่าเป็นเรื่องราว วิธีคิดว่ากี่ตัวอย่างถึงพอเชื่อได้ อยู่ในบท Backtest กี่ไม้ถึงเชื่อได้ ซึ่งเขียนแยกไว้ทั้งบท

สิ่งที่หน้านี้ตั้งใจไม่ทำคือ ไม่เสนอวิธีเทรดรอบการประกาศ ไม่ว่าจะก่อน ระหว่าง หรือหลัง เพราะการเสนอวิธีโดยไม่มีผลทดสอบรองรับคือสิ่งเดียวกับที่เว็บนี้วิจารณ์คนอื่นมาตลอด ถ้าวันหนึ่งเรามีผลทดสอบของตัวเองเรื่องพฤติกรรมราคารอบการประกาศ มันจะออกมาเป็นบทของมันเองพร้อมตัวเลขครบ ไม่ใช่มาแทรกเป็นคำแนะนำลอย ๆ ในหน้านิยาม

สรุปสิ่งที่ต้องจำจากหน้านี้

  • CPI คือดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐอเมริกา วัดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉลี่ยของราคาที่ผู้บริโภคจ่ายสำหรับตะกร้าสินค้าและบริการตัวแทน ไม่ใช่ดัชนีเงินเฟ้อของไทยซึ่งเป็นคนละดัชนีและคนละผู้จัดทำ
  • ตะกร้าสร้างจากข้อมูลค่าใช้จ่ายจริงของครัวเรือน จัดเป็นมากกว่า 200 หมวดย่อย รวบเป็น 8 หมวดใหญ่ ตัวเลขบรรทัดเดียวจึงซ่อนความต่างระหว่างหมวดไว้เสมอ
  • มีประชากรเป้าหมายสองกลุ่ม CPI-U ครอบคลุมมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรสหรัฐฯ และ CPI-W คิดเป็นประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ โดย CPI-W เป็นกลุ่มย่อยของ CPI-U จึงเอามาบวกลบกันไม่ได้
  • ตัวเลขแกนคือดัชนี all items less food and energy ที่ตัดอาหารกับพลังงานออก เพราะผู้ใช้ข้อมูลบางกลุ่มมองว่าสองหมวดนี้ผันผวนมาก ไม่ใช่เพราะมันจริงกว่าตัวเลขหลัก
  • หน่วยงานสถิติเขียนเองว่า CPI ต่างจากมาตรวัดค่าครองชีพที่สมบูรณ์ในหลายประเด็นสำคัญ ความรู้สึกว่าของแพงกว่าตัวเลขจึงเกิดได้ตามปกติ
  • ตัวเลขที่ประกาศมีมากกว่าหนึ่งชุด ทั้งแบบปรับฤดูกาลและไม่ปรับ ซึ่งเหมาะกับงานคนละแบบและเอามาเทียบข้ามชุดกันไม่ได้
  • ตารางของปี 2026 ที่ดึงมาระบุ 08:30 ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ ทุกแถว ตรงกับเวลาไทย 19:30 หรือ 20:30 ขึ้นกับช่วงเวลาออมแสง และต้องเช็คตารางปัจจุบันเองทุกครั้งเพราะกำหนดการเปลี่ยนได้

นิยามสั้น ๆ ของคำอื่นที่เจอบ่อยระหว่างทาง เก็บไว้ให้แล้วที่คลังศัพท์ของเว็บ กดอ่านทีละคำได้โดยไม่ต้องไล่ทั้งบท