ตอบสั้น ๆ ก่อนเลย: wheel strategy กับ covered call ไม่ใช่เครื่องผลิต “รายได้รายเดือน” อย่างที่คลิปสอนเทรดชอบเล่า เราเทสยุทธศาสตร์ตระกูลนี้บนหุ้น US แล้วพบว่า edge เชิงสถิติที่เคยมีจริงในอดีตตายไปตั้งแต่ราวปี 2013 และ “เบี้ยฟรี” ที่ทุกคนหลงรักเป็นภาพลวงตาที่อธิบายได้ด้วย put-call parity คำตัดสินของเราคือ TRAP — กับดักที่หน้าตาเหมือนเงินเดือน

คำกล่าวอ้าง: ขาย option รายเดือน = เงินเดือนจากตลาด

สูตรที่ถูกขายกันคือแบบนี้ ถือหุ้นดี ๆ ไว้ แล้วขาย call ทับทุกเดือนเก็บเบี้ย ถ้าหุ้นไม่ไปไหนก็ได้เบี้ยฟรี ถ้าหุ้นโดนเรียกไปก็ขาย cash-secured put รอรับหุ้นกลับมาถูก ๆ แล้วเริ่มวงล้อใหม่ หมุนไปเรื่อย ๆ เบี้ยไหลเข้าทุกเดือนเหมือน passive income

จุดขายหลักมีสองข้อ หนึ่ง — ได้กระแสเงินสดสม่ำเสมอไม่ต้องเดาทิศทาง สอง — “ยังไงก็ชนะ” เพราะไม่โดน assign ก็ได้เบี้ย โดน assign ก็ได้หุ้นในราคาที่พอใจ ฟังดูเหมือนตลาดมีช่องโหว่ให้คนใจเย็นเก็บเงินฟรี ซึ่งเป็นประโยคประเภทที่ทำให้เราต้องลากขึ้นเตียงชันสูตรทันที เช่นเดียวกับที่เราเคยทำกับ ETF สาย income อย่าง QQQI ที่ขายฝันคล้ายกันในร่างกองทุน

เราเทส wheel strategy ยังไง

เราเทสยุทธศาสตร์ตระกูล wheel/covered call บนข้อมูลหุ้น US จริง โดยแยกดูสองด้านของวงล้อ

ด้านแรกคือฝั่ง covered call — ไล่ดูว่า edge เชิงสถิติของการขาย call เก็บเบี้ยที่งานวิจัยยุคเก่าเคยเห็น ยังมีชีวิตอยู่ไหมเมื่อแบ่งข้อมูลตามช่วงเวลา ด้านที่สองคือฝั่งสะสมหุ้น — เทสการใช้ cash-secured put (CSP) เข้าเก็บหุ้น momentum แทนการซื้อตรง รวม 63 เหตุการณ์

ทั้งหมดวัดด้วยไม้บรรทัดเดียว: total return เทียบกับการถือเฉย ๆ ไม่ใช่นับแค่เบี้ยที่ไหลเข้า เพราะเบี้ยเข้ากระเป๋าซ้ายแต่เงินรั่วออกกระเป๋าขวาก็นับเป็นศพเหมือนกัน

ผลที่เจอ: วงล้อหมุน แต่หมุนถอยหลัง

สิ่งที่สูตรอ้างสิ่งที่เจอในการเทส
edge เชิงสถิติจากการขายเบี้ยเคยมีจริงในอดีต แต่ตายหลังราวปี 2013
“เบี้ยฟรี” ทุกเดือนภาพลวงจาก put-call parity — เบี้ยที่ได้คือ upside ที่จ่ายทิ้งไป
ใช้ CSP เก็บหุ้น momentum ได้ของถูกเทส 63 เหตุการณ์ แล้วตกเช่นกัน

ประเด็นแรกเจ็บที่สุด: กลยุทธ์ตระกูลนี้ไม่ได้ “หลอกมาตลอด” มันเคยมี edge จริง ๆ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม backtest ยาว ๆ ที่ลากข้อมูลเก่ามารวมถึงดูสวย แต่พอตัดดูเฉพาะข้อมูลหลังราวปี 2013 edge นั้นหายไป เหลือแต่โครงสร้างที่เสมอตัวก่อนหักต้นทุน อาการเดียวกับ anomaly ตำราเรียนอย่าง PEAD ที่เราเปิดชันสูตรไปแล้ว — ของที่ทั้งโลกรู้ มักอยู่ได้ไม่นาน

ฝั่ง CSP ที่หลายคนคิดว่าเป็นครึ่งวงล้อที่ “ฉลาดกว่า” ก็ไม่รอด จาก 63 เหตุการณ์ที่เราเทสการใช้ put เข้าสะสมหุ้น momentum ผลออกมาตกเหมือนกัน วงล้อนี้พังทั้งสองซีก

ทำไม “เบี้ยฟรี” ถึงหลอกเราได้แนบเนียน

กลไกหลักคือ put-call parity — ความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ที่ผูกราคา call, put และหุ้นเข้าด้วยกัน แปลเป็นภาษาคนคือ ไม่มีใครจ่ายเบี้ยให้เราฟรี เบี้ยที่ได้จากการขาย call มีราคาเท่ากับ upside ที่เราตัดขายทิ้งไปพอดี เดือนไหนหุ้นนิ่งเราเก็บเบี้ยแล้วรู้สึกฉลาด แต่เดือนที่หุ้นวิ่งแรง กำไรก้อนที่ควรเป็นของเราถูกเรียกคืนไปที่เพดาน strike และหุ้นแบบที่คนชอบเอามาทำ wheel ก็มักเป็นหุ้นที่ผลตอบแทนระยะยาวกระจุกอยู่ในเดือนวิ่งแรงไม่กี่เดือนนั่นแหละ

ที่มันหลอกได้แนบเนียนเพราะบัญชีความรู้สึกของเราบันทึกไม่ครบ เบี้ยเข้าเห็นเป็นเงินสดจับต้องได้ทุกเดือน ส่วน upside ที่หลุดมือเป็นแค่ “กำไรที่ไม่เกิด” — สมองไม่นับ แต่ total return นับ นี่คือญาติสนิทของกับดักที่เราเจอตอนเทสขาย theta ช่วงวันหยุด คือกระแสเงินเข้าจริง แต่พอปิดบัญชีรวมแล้วไม่เหลืออะไร

ซ้ำร้าย ต่อให้ยอมรับเงื่อนไข “แลก upside กับเบี้ย” ได้ ข้อแลกเปลี่ยนนั้นก็ต้องมี edge ถึงจะคุ้ม ซึ่งข้อมูลหลังราวปี 2013 บอกว่าไม่มีแล้ว เรากำลังจ่ายค่าธรรมเนียมแรงงาน (roll ทุกเดือน จัดการ assignment) เพื่อผลลัพธ์ที่แพ้ถือเฉย ๆ

บทเรียนที่เอาไปใช้ได้

  • กลยุทธ์ไหนถูกขายด้วยคำว่า “passive income” ให้ถามคำถามเดียว: total return เทียบถือเฉย ๆ แพ้หรือชนะ ถ้าคนขายสูตรตอบไม่ได้ นั่นคือคำตอบ
  • กระแสเงินเข้าไม่ใช่กำไร เบี้ย option เป็นการย้ายมูลค่า ไม่ใช่การสร้างมูลค่า — put-call parity การันตีว่าไม่มีเบี้ยฟรี
  • backtest ที่ลากข้อมูลเก่ายาว ๆ อันตราย เพราะ edge ของตระกูลนี้ตายหลังราวปี 2013 ต้องแบ่งช่วงเวลาเทสเสมอ
  • “ยังไงก็ชนะ” ในโลกเทรดแปลว่ายังนับต้นทุนไม่ครบ ไปหาว่าซ่อนไว้ตรงไหน

บทเรียนพวกนี้ใช้ได้กับกับดักหน้าตาคล้ายกันอีกเพียบในหมวด trap ของเรา — โครงเรื่องเดียวกัน เปลี่ยนแค่เครื่องแต่งกาย

อยากเทสเองทำยังไง

  1. เลือกหุ้นหรือดัชนีที่จะทำ wheel แล้วดึงข้อมูลราคา option กับราคาหุ้นย้อนหลังชุดเดียวกัน
  2. จำลองกติกาวงล้อให้ครบวงจร: ขาย put → โดน assign → ขาย call → โดนเรียกหุ้น → เริ่มใหม่ บันทึกทุกขา รวมเบี้ยและราคาที่โดน assign จริง
  3. คำนวณ total return ของกลยุทธ์ แล้ววางเทียบกับ buy-and-hold สินทรัพย์เดียวกันบนช่วงเวลาเดียวกัน — ห้ามดูแค่ยอดเบี้ยสะสม
  4. แบ่งผลตามช่วงเวลา โดยเฉพาะก่อน/หลังราวปี 2013 ดูว่าผลสวยมาจากยุคไหน
  5. ถ้ากลยุทธ์แพ้ถือเฉย ๆ ในข้อมูลยุคหลัง ให้เชื่อตัวเลข ไม่ใช่เชื่อความรู้สึกตอนเห็นเบี้ยเข้าบัญชี

วงล้อหมุนได้เสมอ — คำถามคือมันพาเราไปข้างหน้า หรือแค่หมุนอยู่กับที่แล้วเก็บค่าตั๋วจากเราทุกเดือน ข้อมูลที่เราเทสบอกว่าเป็นอย่างหลัง