ตอบสั้น ๆ ก่อนเลย: PEAD (Post-Earnings Announcement Drift) — ไอเดีย “เล่นหุ้นตามงบ” ที่ดังที่สุดในโลกวิชาการ — ตายแล้วสำหรับหุ้น US ยุคปัจจุบัน เราเทสเองบนข้อมูลจริงราว 43,000 earnings events แล้วส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างกลุ่มงบดีสุดกับงบแย่สุด (Q5−Q1) ออกมาประมาณ 0 ถ้าคุณกำลังจะเอากลยุทธ์นี้ไปใช้ตามที่อ่านมาจากเปเปอร์ บทความนี้คือรายงานชันสูตรที่ควรอ่านก่อน
นี่คือบทหนึ่งในหมวดชันสูตรกลยุทธ์ของเรา — เอาความเชื่อที่คนเล่าต่อ ๆ กันมาขึ้นเขียง แล้วดูว่าข้างในยังมีชีพจรเหลืออยู่ไหม
PEAD คืออะไร แล้วมันสัญญาอะไรกับเรา
PEAD คือ anomaly ระดับงานวิจัยคลาสสิก แนวคิดเรียบง่ายมาก: หุ้นที่ประกาศงบออกมาดีเกินคาดจะไม่ขึ้นจบภายในวันประกาศ แต่จะ drift ขึ้นต่อไปอีกระยะหนึ่งหลังประกาศ ส่วนหุ้นที่งบแย่เกินคาดก็ drift ลงต่อในทิศตรงข้าม
คำสัญญาของมันจึงหอมหวานมากสำหรับคนอยากเล่นหุ้นตามงบ: ไม่ต้องเดาล่วงหน้าว่างบจะออกมาดีหรือแย่ แค่รอให้งบออกก่อน เห็นเซอร์ไพรส์ชัด ๆ แล้วค่อยเข้า ตลาด “ย่อยข่าวช้า” ให้เราเก็บส่วนต่างสบาย ๆ
ฟังดูดีเกินไปหน่อยใช่ไหม เราก็คิดแบบนั้น เลยไม่เถียงด้วยความรู้สึก แต่เอาข้อมูลมาเถียงแทน
วิธีเทสของเรา
เราเทสบนหุ้น US โดยรวบรวม earnings events ได้ประมาณ 43,000 เคส ซึ่งถือว่าเป็น sample ขนาดใหญ่พอที่จะไม่ต้องเถียงกันเรื่องโชค (ถ้าสงสัยว่าทำไมจำนวนตัวอย่างถึงสำคัญขนาดนั้น เราเขียนแยกไว้ในเรื่อง effective sample size)
วิธีวัดใช้มาตรฐานเดียวกับงานวิจัยต้นทาง: จัดกลุ่มเหตุการณ์งบตามระดับเซอร์ไพรส์ออกเป็น quintile — Q5 คือกลุ่มงบดีเกินคาดสุด Q1 คือกลุ่มแย่เกินคาดสุด — แล้ววัดส่วนต่างผลตอบแทน Q5−Q1 หลังวันประกาศ
ตรรกะคือ ถ้า PEAD ยังมีชีวิต Q5 ต้องชนะ Q1 อย่างมีนัยยะ เพราะนั่นแหละคือตัว drift ที่เปเปอร์พูดถึง ถ้าส่วนต่างนี้หาย ก็คือหายทั้งกลยุทธ์
ผลที่เจอ: ชีพจรเป็นเส้นตรง
| สิ่งที่วัด | เปเปอร์คลาสสิกบอก | ผลเทสของเรา |
|---|---|---|
| จำนวนตัวอย่าง | ยุคข้อมูลเก่า | ~43,000 earnings events (หุ้น US) |
| ส่วนต่าง Q5−Q1 หลังประกาศ | มี drift เป็นบวกชัดเจน | ประมาณ 0 |
| สถานะ anomaly | edge ที่ตีพิมพ์เป็นงานวิจัย | ถูก arbitrage หายไปแล้วในยุคปัจจุบัน |
ย้ำอีกครั้งเพราะมันคือหัวใจของเรื่อง: บน sample ราว 43,000 เคส ส่วนต่างผลตอบแทน Q5−Q1 ออกมาประมาณ 0 — ไม่ใช่ “เล็กลงแต่ยังพอเก็บได้” แต่คือแบนราบจนไม่เหลืออะไรให้เก็บ
หุ้นงบดีเกินคาดในยุคนี้ไม่ได้ drift ขึ้นต่อแบบที่ตำราสัญญา เพราะราคาสะท้อนข่าวไปเรียบร้อยก่อนที่เราจะทันได้ประโยชน์จากมัน
ทำไม earnings drift ถึงตาย
กลไกไม่ได้ลึกลับอะไร: PEAD เป็น anomaly ที่ตีพิมพ์แล้ว และ anomaly ที่ตีพิมพ์แล้วมีอายุขัย พอความรู้กลายเป็นสาธารณะ เงินจำนวนมหาศาลก็แห่เข้ามาเก็บส่วนต่างเดียวกัน ราคาจึงปรับตัวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จน drift ที่เคยลากยาวหลังประกาศถูก arbitrage เก็บจนเกลี้ยง
พูดแบบชันสูตร: ศพนี้ไม่ได้ตายเพราะไอเดียผิดตั้งแต่ต้น มันเคยมีชีวิตจริงในข้อมูลยุคที่เปเปอร์ศึกษา แต่ความดังของมันนั่นแหละคือสาเหตุการตาย
จุดที่หลอกเราคือ เวลาอ่านบทความหรือหนังสือที่อ้างงานวิจัย ตัวเลขสวย ๆ ในนั้นมาจากอดีต แต่สมองเราแอบตีความว่าเป็นปัจจุบัน “เคยมี edge ในเปเปอร์” ไม่แปลว่ายังมี — และช่องว่างระหว่างสองประโยคนี้คือที่ที่เงินของเราหายไป เหมือนกลยุทธ์ยอดฮิตอีกหลายตัวที่ฟังดูปลอดภัย เช่น covered call แบบ wheel ที่เราชำแหละไว้แล้วเหมือนกัน
บทเรียนที่เอาไปใช้ได้
- “เคยมี edge ในเปเปอร์” ไม่แปลว่ายังมี — งานวิจัยคือบันทึกอดีต ไม่ใช่ใบรับประกันอนาคต
- anomaly ที่ตีพิมพ์แล้วมีอายุขัย — ยิ่งดัง ยิ่งมีคนเข้ามาเก็บ ยิ่งตายเร็ว
- ต้องเทสบนข้อมูลยุคปัจจุบันเองเสมอ ก่อนเอาเงินจริงลงกับความเชื่อจากตำรา
- อย่าเทสรวมทุกยุคแล้วเฉลี่ยจนผลอดีตกลบผลปัจจุบัน — วิธีถ่วงน้ำหนักตามยุคตลาดเราเขียนไว้ในเรื่อง regime-weighted evaluation
อยากเทสเองทำยังไง
- รวบรวมข้อมูล earnings events ของหุ้นกลุ่มที่สนใจให้ได้จำนวนมากพอ พร้อมตัวเลขเซอร์ไพรส์ของแต่ละงบ (ของเราใช้ราว 43,000 เคสบนหุ้น US)
- จัดกลุ่มเหตุการณ์ตามระดับเซอร์ไพรส์เป็น quintile จากแย่สุด (Q1) ถึงดีสุด (Q5)
- วัดผลตอบแทนหลังวันประกาศของแต่ละกลุ่ม แล้วคำนวณส่วนต่าง Q5−Q1
- แยกดูเฉพาะข้อมูลยุคหลัง ๆ ด้วย อย่าดูแค่ค่าเฉลี่ยรวมทุกยุค เพราะ drift ในอดีตจะลากค่าเฉลี่ยให้ดูดีเกินจริง
- ถ้าส่วนต่างในยุคปัจจุบันแบนเหมือนที่เราเจอ (ประมาณ 0) ก็เซ็นใบมรณบัตรได้เลย ไม่ต้องเสียดาย
ข้อดีอย่างเดียวของการชันสูตรครั้งนี้คือ มันฟรีกว่าการไปรู้ความจริงด้วยเงินตัวเองเยอะ