ตอบสั้น ๆ ก่อน: max drawdown สำคัญ แต่ดูตัวเดียวโดด ๆ อันตราย เพราะ maxDD และ Sharpe ของหลายระบบถูกขับด้วยช่วง crash ที่กินเวลาแค่ราว 2.3% ของข้อมูลทั้งหมด วิธีวัดผลกลยุทธ์ที่ถูกกว่าคือแตกผลงานออกตาม regime ของตลาด (calm / normal / stress / crash) แล้วถ่วงน้ำหนักด้วยสัดส่วนเวลาจริงที่แต่ละ regime กินไป ไม่อย่างนั้นเราจะได้ระบบที่ “ชนะบนกระดาษ” แต่แพ้ในสภาพตลาดที่เราต้องอยู่กับมันเกินครึ่งชีวิต
ความเชื่อ: ดู maxDD กับ Sharpe ก็รู้แล้วว่าระบบดีไหม
ตำราและกลุ่มเทรดส่วนใหญ่สอนตรงกัน: จะวัดผลกลยุทธ์ให้ดูสองตัวหลักคือ Sharpe ratio กับ max drawdown ตัวแรกบอกผลตอบแทนต่อความเสี่ยง ตัวหลังบอกว่าเจ็บหนักสุดเท่าไหร่ ถ้าสองตัวนี้สวย ระบบก็น่าจะใช้ได้
ฟังดูมีเหตุผล และเราก็เคยเชื่อแบบนั้น จนได้นั่งชันสูตรผลเทสของหลายระบบแบบละเอียด แล้วพบว่าตัวเลขก้อนเดียวพวกนี้มีจุดบอดใหญ่มาก: มันเฉลี่ยทุกสภาพตลาดรวมเป็นเลขเดียว ทั้งที่ตลาดจริงไม่ได้มีสภาพเดียว
วิธีเทสของเรา: แตกผลงานตาม regime แล้วถ่วงด้วยเวลาจริง
แทนที่จะดูผลรวมทั้งเส้น equity เราหั่นข้อมูลออกเป็น 4 regime ตามสภาพตลาด แล้วดูว่าแต่ละระบบทำผลงานยังไง “ในแต่ละสภาพ” แยกกัน
| regime | ลักษณะตลาด |
|---|---|
| calm | เงียบ วิ่งแคบ แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้น |
| normal | สภาพปกติทั่วไปของตลาด |
| stress | ผันผวนแรง ข่าวเยอะ เหวี่ยงหนัก |
| crash | พังจริง ราคาไหลทางเดียว |
ขั้นถัดมาคือหัวใจของวิธีนี้: ถ่วงน้ำหนักผลงานแต่ละ regime ด้วย สัดส่วนเวลาจริง ที่ regime นั้นกินไป ไม่ใช่ให้ทุก regime มีเสียงเท่ากัน และไม่ใช่ปล่อยให้ regime ที่โผล่มาแวบเดียวเป็นคนตัดสินทั้งระบบ — ใครที่เคยอ่านเรื่องกับดักการคำนวณ Sharpe แบบคูณ √252 จะคุ้นกลิ่นปัญหาแนวเดียวกัน: สูตรถูก แต่บริบทผิด ผลเลยหลอกเรา
ผลที่เจอ: ตัวเลขก้อนเดียวถูกขับด้วยเวลาแค่ 2.3%
สิ่งที่เจอชัดที่สุดคือ maxDD และ Sharpe ของหลายระบบถูก “ขับ” ด้วยช่วง crash ที่กินเวลาแค่ราว 2.3% ของข้อมูลทั้งหมด พูดง่าย ๆ คือหน้าตาของตัวเลขสรุปทั้งก้อน ถูกกำหนดโดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาทั้งหมด
ด้านกลับกันน่ากลัวกว่า: ระบบที่ “ชนะเมื่อดูค่าเฉลี่ยรวม” อาจแพ้อยู่ใน regime ที่กินเวลาถึง 60% ของชีวิตจริง คือแพ้เกือบทุกวันธรรมดา แล้วไปเก็บกำไรก้อนโตในช่วงสั้น ๆ ที่ตลาดวิ่งถูกทาง พอเฉลี่ยรวมออกมาเลยดูเป็นระบบดี ทั้งที่ประสบการณ์จริงของคนถือมันคือการนั่งดูพอร์ตซึมลงเรื่อย ๆ เป็นเดือน ๆ
ใครที่สงสัยว่าตลาด sideways เทรดยังไงให้รอด นี่แหละคำตอบครึ่งแรก: ต้องรู้ก่อนว่าระบบของเราเป็นฝ่ายเลือดไหลใน regime เงียบ ๆ แบบนั้นหรือเปล่า เพราะถ้าใช่ และ regime นั้นกินเวลาส่วนใหญ่ของปี เราก็กำลังถือระบบที่แพ้เกือบตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว
ทำไมค่าเฉลี่ยรวมถึงหลอกเรา
กลไกมันตรงไปตรงมา: ค่าเฉลี่ยไม่สนใจว่า “เมื่อไหร่” และ “นานแค่ไหน” มันสนแค่ผลรวม กำไรก้อนใหญ่จากช่วง stress สั้น ๆ กลบขาดทุนจิ๋ว ๆ ที่เกิดซ้ำ ๆ ทุกวันได้สบาย ตัวเลขสรุปเลยออกมาสวย
แต่เราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในค่าเฉลี่ย เราใช้ชีวิตอยู่ใน regime ทีละวัน ระบบที่แพ้ช้า ๆ ใน regime ที่กินเวลานาน คือระบบที่ทรมานคนถือที่สุด และมักถูกถอดปลั๊กก่อนถึงช่วงที่มันควรได้กำไรคืน — เคสคลาสสิกคือระบบ grid martingale ทองคำที่ดูดีในสภาพตลาดหนึ่ง แล้วศพถูกพบในอีกสภาพหนึ่ง
อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขหายนะอย่าง maxDD ที่มาจากช่วง crash 2.3% ก็ทำให้คนตัดสินใจผิดได้เหมือนกัน: บางคนทิ้งระบบที่ทำงานดีใน regime หลักเพราะกลัวเลข drawdown ก้อนเดียว โดยไม่เคยถามว่าเลขนั้นมาจากสภาพตลาดแบบไหน และสภาพนั้นเกิดบ่อยแค่ไหน คำถามแนวนี้เราเคยเจอมาแล้วตอนเทส DCA ตอนย่อ vs ลงก้อนเดียว — ข้อสรุปเปลี่ยนไปคนละเรื่องเมื่อแยกดูตามสภาพตลาด
บทเรียนที่เอาไปใช้ได้
- ก่อนเชื่อ maxDD หรือ Sharpe ตัวไหน ถามเสมอว่า กำไร/ขาดทุนกระจุกอยู่ regime ไหน และ regime นั้นกินเวลากี่เปอร์เซ็นต์ของปี
- ระบบที่ชนะเฉลี่ยแต่แพ้ใน regime ที่กินเวลา 60% ของชีวิตจริง คือระบบที่เราน่าจะถอดใจก่อนได้เห็นวันที่มันชนะ
- เลขหายนะที่มาจากช่วง crash ซึ่งกินเวลาแค่ 2.3% ไม่ควรเป็นผู้ตัดสินระบบทั้งระบบ — แต่ก็ห้ามลบทิ้งจากการวิเคราะห์เด็ดขาด แค่ต้องรู้ว่ามันคือน้ำหนักส่วนไหน
- ตัวเลขสรุปก้อนเดียวเหมาะไว้คัดกรองรอบแรกเท่านั้น การวัดผลกลยุทธ์จริงจังต้องแตกราย regime ทุกครั้ง
เทสเองได้ยังไง
- เอาผลเทสหรือ equity curve ของระบบมา แล้วติดป้ายแต่ละช่วงเวลาว่าเป็น regime ไหน (calm / normal / stress / crash) ตามเกณฑ์ที่นิยามไว้ล่วงหน้า
- นับว่าแต่ละ regime กินเวลากี่เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลทั้งหมด — เขียนเลขนี้แปะไว้ก่อนดูผลตอบแทนใด ๆ
- คำนวณผลตอบแทนและ drawdown แยกราย regime แล้วดูว่ากำไรหลักกับแผลหลักกระจุกอยู่ regime ไหน
- ถ่วงน้ำหนักผลแต่ละ regime ด้วยสัดส่วนเวลาจริงจากข้อ 2 แล้วเทียบกับตัวเลขเฉลี่ยรวมเดิม — ถ้าสองภาพขัดกัน เชื่อภาพที่แยก regime
- ถามคำถามสุดท้ายเสมอ: “regime ที่ระบบนี้แพ้ กินเวลากี่เปอร์เซ็นต์ของปี แล้วเราทนอยู่กับมันไหวไหม”
วิธีนี้ไม่ได้ทำให้ระบบแย่กลายเป็นดี แต่ทำให้เรารู้ก่อนลงเงินจริงว่ากำลังจะไปอยู่กับอะไร ซึ่งในหมวดวิธีวัดผลและเครื่องมือเทสของเราทั้งหมด นี่คือหลักการที่เราใช้ซ้ำบ่อยที่สุด: อย่าให้เลขก้อนเดียวเล่าเรื่องแทนตลาดทั้งปี